

Angie C เกี่ยวกับเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย BCI และความหลงใหลในการผสมผสานดนตรีเข้ากับประสาทวิทยาศาสตร์
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
8 ธ.ค. 2564

Angie C เกี่ยวกับเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย BCI และความหลงใหลในการผสมผสานดนตรีเข้ากับประสาทวิทยาศาสตร์
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
8 ธ.ค. 2564

Angie C เกี่ยวกับเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย BCI และความหลงใหลในการผสมผสานดนตรีเข้ากับประสาทวิทยาศาสตร์
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
8 ธ.ค. 2564
การใช้เพียงแค่จิตคิดเพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี มันอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินจริงสำหรับผู้คนจำนวนมาก แต่ทว่านั่นคือเส้นทางที่นักดนตรีและป๊อปสตาร์อย่าง Angie C ได้เลือกเดิน ในฐานะคนรักดนตรีและวิทยาศาสตร์ - Angie Coombes (หรือที่รู้จักกันในนาม Angie C) ได้ค้นพบวิธีที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมความหลงใหลทั้งสองของเธอเพื่อสร้างสิ่งที่มีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ด้วยอัลบั้มล่าสุดของเธอ "Star Seeds" ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ Angie C ได้พูดคุยกับ Emotiv เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับดนตรีและการใช้อุปกรณ์ประสานสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI) เพื่อสร้างสรรค์แนวดนตรีและสัญญานเสียงที่พิเศษสุดๆ ซึ่งเธอเชื่ออย่างหมดใจว่านี่อาจเป็นอนาคต
ความหลงใหลในดนตรีของคุณ คุณคิดว่ามันมาจากไหน?
ความหลงใหลในดนตรีของฉันย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ฉันอายุประมาณ 3 ขวบ ตอนที่คุณแม่พาฉันไปเข้าเรียนวิชาดนตรี ฉันจำได้ว่าฉันเล่นเปียโนติดต่อกันได้เป็นชั่วโมงๆ และชอบการแต่งเพลงและทำนองเพลงของตัวเอง พ่อแม่ของฉันก็เป็นนักดนตรีทั้งคู่ โดยคุณแม่เป็นนักร้อง และคุณพ่อเล่นกีตาร์
คุณช่วยเล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็ก ที่สมองของคุณสว่างไสวเหมือนต้นคริสต์มาสหลังจากได้ยินสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ ได้หรือไม่?
แน่นอนค่ะ ช่วงเวลาที่ได้ยินเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven ตอนนั้นฉันอายุ 8 ขวบ และฉันได้ขอร้องให้คุณครูสอนเปียโนสอนฉันเล่นเพลงนี้ ดนตรีชิ้นนั้นเปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย ทุกครั้งที่ฉันได้เล่นมัน มันจะพาฉันไปยังอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว
คุณช่วยขยายความเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรักทั้งสองสิ่ง นั่นคือ ดนตรีและวิทยาศาสตร์ และสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจินตนาการได้อย่างไร?
ดนตรีและวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องจังหวะและเวลาทางดนตรีนั้นได้รับได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ได้ตั้งแต่เยาว์วัย อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ดนตรีมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมากตรงที่มันช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งหมด ไม่ใช่แค่สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น ตามประเพณีแล้วเราเคยมองว่าวิทยาศาสตร์และดนตรีเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องและแยกจากกัน แต่สำหรับฉัน นั่นเป็นทัศนะที่แคบมาก และเราต้องเปลี่ยนเรื่องนั้นในสังคมของเรา ระบบการศึกษาเกือบจะมองว่าดนตรีและศิลปะไม่มีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ในความคิดของฉัน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมอง เพราะช่วยให้สมองโดยรวมทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน

Angie C มีความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในการผสมผสานดนตรีเข้ากับวิทยาศาสตร์
คุณเคยอยากเป็นหมอ แต่ปัจจัยต่างๆ ทำให้คุณไม่สามารถทำตามความฝันนั้นได้ อย่างไรก็ดี จากการผสมผสานดนตรีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คุณได้พบหนทางที่จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองโลกนี้แล้วหรือยัง?
ใช่ค่ะ ได้พบแล้วแน่นอน! การผสมผสานระหว่างดนตรีและวิทยาศาสตร์นำความสุขมาให้ฉันมากมาย มันช่วยผลักดันให้ฉันคิดนอกกรอบในหลายๆ ระดับ เพื่อความซื่อสัตย์ เมื่อฉันเริ่มโครงการใหม่ ฉันจะเริ่มต้นจากจินตนาการสร้างสรรค์ทางศิลปะก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะมองในแง่มุมของตรรกะและวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ฉันจะทำสิ่งตางๆ เช่น การสเก็ตช์ภาพการออกแบบ หรือการเขียนอธิบายว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของโปรเจ็กต์จะเข้ากันได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือทุกครั้งที่ฉันทำแบบนี้ ผู้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือทักษะที่เกี่ยวข้องจะปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของฉันราวกับมีเวทมนตร์ พวกเขาสนใจในหัวข้อนี้ และต่อมาเราก็มาร่วมมือกันเพื่อสร้างโปรเจ็กต์ให้เกิดขึ้นจริง มันเป็นกระบวนการที่สนุกมากจริงๆ และเปิดโอกาสให้เราได้เชื่อมโยงสาขาที่ดูเหมือนจะแยกจากกันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ
รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้อุปกรณ์ BCI มารังสรรค์และเล่นดนตรี?
มันให้ความรู้สึกที่น่าทึ่งและน่าตื่นเต้นมาก! ฉันยังจำวันที่ฉันได้รู้จักเว็บไซต์ Emotiv ในปี 2014 ได้เป็นอย่างดี ฉันพบว่าบริษัทนี้ได้พัฒนาชุดหูฟัง EEG แบบพกพา ก่อนหน้านั้นประมาณ 6 เดือน ฉันได้เกิดความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้เสียงคลื่นสองความถี่ (binaural beats) เพื่อควบคุมอาการชักในผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู ฉันตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะศึกษาเรื่องเช่นนี้ได้คือการเรียนต่อปริญญาโทหรือเอก ทั้งนี้เพื่อให้เข้าถึงอุปกรณ์ EEG ในโรงพยาบาลได้ ซึ่งฉันไม่ได้สนใจที่จะกลับไปเรียนในมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อฉันได้พบ Emotiv ฉันจึงตื่นเต้นมากเกี่ยวกับศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานทั้งหมดของเทคโนโลยีใหม่นี้ ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่ได้ทดลองใช้คลื่นเสียง binaural beats สำหรับอาการชัก แต่ฉันก็ยังคงเพลิดเพลินกับการได้นำสิ่งต่างๆ มุ่งไปในทิศทางสร้างสรรค์มากขึ้น - โดยการใช้ชุดหูฟัง Emotiv EEG ในพื้นที่ของศิลปะแฟชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและดนตรี
คุณเป็นคนแรกที่ใช้อุปกรณ์ BCI (ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv) ร่วมกับเครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ในระดับตำนาน รู้สึกอย่างไรบ้างที่สามารถควบคุมเสียงดนตรีที่ดังออกมาจาก TONTO โดยใช้เพียงแค่พลังความคิดของคุณ?
มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อมาก! พูดตรงๆ เลยก็คือ มันยังมีความไม่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่งเลยก่อนที่จะถึงวันที่เราทดสอบอย่างเป็นทางการกับ TONTO คุณ Mitchell Claxton วิศวกรของเรา ทำงานด้านเทคโนโลยีนี้ในแวนคูเวอร์กับเครื่องสังเคราะห์เสียงอนาล็อกขนาดเล็ก ส่วนตัวฉันและโปรดิวเซอร์เพลงอยู่ที่คัลการีเพื่อช่วยกันทำเดโมเพลงคร่าวๆ เราคุยกันเรื่องขั้นตอนการบันทึกเสียงกับทีมช่างเทคนิคที่ Studio Bell ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TONTO

ป๊อปสตาร์ Angie C ในเรื่องของ BCI และศิลปะดนตรี – ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv & เครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ระดับตำนานคือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อพวกเราทุกคนได้มาพบกันที่ Studio Bell เพื่อทำการทดสอบในวันนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราทุกคนได้อยู่ในห้องเดียวกันพร้อมกับ TONTO พวกเราทุกคนต่างลดลมหายใจลงระหว่างเริ่มการติดตั้งเซ็ตอัปอุปกรณ์ต่างๆ แต่แล้วเมื่อเสียงที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเริ่มต้นออกมาจาก TONTO เป็นครั้งแรก ฉันจำได้ว่า Mitchell ชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้าแล้วพูดว่า "มันใช้ได้ผล! มันได้ผลจริงๆ ด้วย!" นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจมากๆ สำหรับพวกเราทุกคน
“TONTO, BCI และเสียงดนตรี – ความรู้สึกนั้นมันเหลือเชื่อจริงๆ”
สำหรับความรู้สึกในการควบคุม TONTO ด้วยความนึกคิดของฉันเองนั้น มันน่าสนใจมาก ฉันต้องฟังการเปลี่ยนแปลงของดนตรีและต้องวิเคราะห์จังหวะความคิดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไปพร้อมๆ กัน จากนั้นฉันต้องฝึกโฟกัสที่ความคิดเหล่านั้นเพื่อทำให้เกิตการเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรี ตัวอย่างเช่น ฉันสามารถควบคุมอัตราการตอบสนองของเครื่องกำเนิดสัญญาณความถี่ต่ำ (LFO) บน TONTO ได้โดยการจินตนาการถึงเปลวไฟสีม่วงที่กำลังพาดผ่านร่างกายของฉัน ในขณะที่ Jane เพื่อนของฉันสามารถควบคุมการทำงานด้านความถี่และการตัดสัญญาณเสียงได้จากการจินตนาการว่ากำลังโบยบินผ่านกาแล็กซี ตัวชี้วัดทางความคิดจะเป็นเอกอักษณ์ของแต่ละบุคคลที่ทดลองสวมใส่ชุดหูฟัง ฉันคิดว่ามันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ใช้ปลายทางเพราะทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเฉพาะตัวของพวกเขาได้ โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบคลื่นสมองของตนเอง
มีการรายงานข่าวอย่างมากเกี่ยวกับการบันทึกเสียงของคุณด้วย TONTO โดยใช้เครื่องมือ BCI เพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี การตอบรับในกลุ่มคนวงในทางดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง?
จนถึงขณะนี้ การตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มคอมมูนิตี้ผู้สร้างสรรค์ (Maker) และเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synth) มันได้รับการต้อนรับที่ดีมากๆ ในงานเทศกาลดนตรี Maker Music Festival ในปีนี้ และได้ออกแสดงในงาน Maker Faire Shenzhen ด้วย ฉันคาดหวังว่าความสนใจจะเพิ่มขึ้นจากการออกอัลบั้มใหม่ของฉัน เพราะมันเต็มไปด้วยเสียงเพลง TONTO ที่ควบคุมโดยคลื่นสมอง ฉันหวังว่านี่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และศิลปินต่างๆ ทั่วโลกได้ค้นพบหนทางใหม่ๆ สู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ และแน่นอน ฉันหวังว่านี่จะฉายแสงให้เห็นถึงวิทยาศาสตร์ทางสมอง (Neuroscience) และวิทยาการอันก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology) เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด!
เคยมีและยังคงมีกระแสต่อต้านบ้างบางส่วนเมื่อเป็นเรื่องของการหลอมรวมเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงเพลง คุณจะมีข้อความใดฝากถึงบรรดาผู้คัดค้านเหล่านั้นบ้าง?
นั่นเป็นคำถามที่ดีค่ะ ฉันคิดว่าเป็นเพราะนี่ยังถือเป็นแนวคิดที่ใหม่มาก มันจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าผู้คนรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การควบคุมจิตใจ หรือกังวลว่าคนอื่นจะ "รู้" ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันไปโชว์ชุดเดรส LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมอง (มีชื่อเรียกว่า Musethereal) ผู้คนจำนวนมากดูเหมือนจะตระหนกตกใจกับความคิดที่ว่ามีคนอื่นสามารถรู้สิ่งที่พวกเขาคิดได้ แต่ทว่านั่นไม่ใช่คุณลักษณะในการทำงานของเทคโนโลยี EEG แน่นอนว่าเราเห็นรูปแบบของกิจกรรมไฟฟ้าทางกระแสสมองได้ด้วยเทคโนโลยี EEG แต่เราไม่สามารถนำมันมาใช้อ่านความคิดที่แท้จริงในสมองของคนได้
“เมื่อ Neurotech, BCI และ ดนตรี มารวมเข้าด้วยกัน ย่อมก่อประโยชน์ในหลายๆ ด้าน”
สำหรับการรวมเอาเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงดนตรี ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีความทุพพลภาพทางร่างกายและไม่สามารถที่จะเล่นเครื่องดนตรีแบบเดิมได้ สิ่งนี้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับพวกเขาได้อย่างแน่นอน และยังจะช่วยนำความสุขมาสู้ชีวิตของพวกเขามากขึ้นผ่านการสร้างสรรค์และแสดงออกผ่านตัวตนของอุปกรณ์สื่อนำส่งแบบใหม่นี้
ฉันยังคิดอีกว่านี่ส่งผลในเชิงบวกที่น่าตื่นเต้นให้แก่ผู้ผลิตผลงานเพลง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วหลังจากได้ไปร่วมงานปาร์ตี้เพลงประเภทแดนซ์ ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับทำนองเพลงแนวทรานซ์ที่เพราะมากๆ ในหัว แต่ฉันไม่มีทางเลือกที่จะนำมันออกมาสู่โลกความจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาและพลังงานมากมายในการแต่งทำนองนั้นขึ้นมา ต่อมาในวันเดียวกัน ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ดีเจโปรดิวเซอร์และฉันพูดเปิดประเด็นว่า "ฉันอดใจรอไม่ไหวให้ถึงวันที่เราสามารถคิดเสียงดนตรีให้ออกมาเป็นเพลงได้จริงๆ" ในตอนนั้นฉันแค่พูดเล่นๆ ครึ่งเดียว แต่ตอนนี้เมื่อฉันเริ่มแต่งเพลงได้จากคลื่นสมองแล้ว ฉันจึงขอบอกเลยว่า "การเปลี่ยนความคิดเป็นเสียงดนตรี" ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้รับการยอมรับในหนทางการทำงานแห่งอนาคต
คุณมองอนาคตไว้อย่างไร หากเปรียบเทียบในแง่ของดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาทเข้าด้วยกัน?
ในอนาคต ฉันทัศนาภาพของผู้คนที่มานั่งลงที่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมสวมใส่ชุดหูฟังคลื่นสมอง/ อุปกรณ์ BCI และใช้มันเป็นเครื่องมือในสำหรับการแต่งเพลง ฉันคิดว่าพัฒนาการในแนวทางของเทคโนโลยีระบบประสาทและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฉันมองว่าสองสิ่งนี้จะหลอมรวมกันไปเพื่อสร้างระบบอัลกอริทึมสำหรับคาดการณ์โทนเสียงดนตรี

Angie C เชื่อว่า อนาคตของงานดนตรี อยู่ในเรื่องของ BCI และเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology)
ตัวอย่างเช่น หากเรามองไปในส่วนของวิทยาการระบบรังสีรักษา เราก็รู้ว่า AI สามารถช่วยตรวจหามะเร็งเต้านมได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าสายตาของมนุษย์เราเองเสียอีก หากเรานำเอาความสามารถเช่นนั้นมาปรับใช้กับเสียงดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาท มันย่อมมีเหตุผลที่ว่า ณ วันหนึ่ง มนุษย์เราจะสามารถคิดถึงเสียงกลองสแนร์ และเทคโนโลยี AI ก็จะสามารถเข้ามาช่วยตรวจจับรูปแบบของคลื่นสมองในส่วนนั้นได้ พร้อมรับรู้ว่า "เฮ้ นี่คือจังหวะของกลองสแนร์" และส่งต่อไปยังระบบการตัดต่อทำเพลงในระบบคอมพิวเตอร์ (DAW) เช่น Logic Pro หรือ ProTools เป็นต้น เพื่อพิมพ์สร้างรูปแบบสัญญาณข้อมูลเสียงแบบ MIDI สำหรับจังหวะเสียงสแนร์นั้นได้เลย มันอาจฟังดูเหมือนยากจะเชื่อ แต่ฉันแน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปได้อย่างแน่นอนในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI ในวงการดนตรี อาจมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ที่มีทักษะสร้างสรรค์พิเศษโดยส่วนตัวเป็นอย่างยิ่ง คุณคิดว่าประเด็นอุปกรณ์ BCI หรือเทคโนโลยีรูปแบบนี้จะช่วยพลิกฟื้นมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งและการรับฟังเสียงดนตรีในกลุ่มผู้ที่ต้องการการดูแลในรูปแบบพิเศษ มากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ เป็นจำนวนมากให้แก่กลุ่มผู้คนคนพิเศษเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว มันได้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ดร. Adam Kirton ซึ่งเป็นกุมารแพทย์โรคระบบประสาทในเมืองคัลการี รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ได้ก่อตั้งโครงการที่ชื่อว่า BCI4Kids ขึ้นมา พวกเขาพยายามช่วยพาเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษให้ได้เชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เฟซของสมองและคอมพิวเตอร์ ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อค้นหาวิธีนำอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานเพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่เด็กๆ และครอบครัวของพวกเขา เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า John ได้พยายามใช้อุปกรณ์ BCI เพื่อรังสรรค์ภาพวาดจากความคิดทางจิตนาการของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์อย่างเหลือเชื่อ! ช่องทางบัญชี Instagram ของเขาคือ @brainpaintbyjohn เผื่อว่าคุณอยากลองเข้าไปส่องเพื่อรับชมภาพผลงานของเขา
ฉันได้พูดคุยเบื้องต้นกับ ดร. Kirton และทีมงานของเขาเกี่ยวกับเรี่องการแต่งเพลงแบบสมองสั่งการ ฉันตื่นเต้นมากเป็นที่สุดที่จะรอดูว่าเราจะสามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์อันใดได้บ้างร่วมกับ BCI4Kids
ข้อดีของการหยิบใช้อุปกรณ์ BCI มาช่วยสร้างสรรค์เสียงดนตรีคืออะไรบ้าง? และมีจุดที่แตกต่างไปจากวิธีการทำงานในกระบวนการดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของการสรรสร้างงานดนตรีด้วยอุปกรณ์ BCI นั่นคือ การขจัดความจำเป็นที่ต้องมาคอยบรรเลงหยิบจับชิ้นเครื่องดนตรีจริงๆ สมองมีความงดงามเป็นพิเศษอย่างยิ่ง และมีพื้นที่มากมายที่เราสามารถจินตนการในใจของเราได้ ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่า เทคโนโลยี BCI จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกพรมแดนใหม่ๆ แห่งโลกดนตรี ทั้งคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉัน และตัวฉันเองล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เราได้สัมผัสช่วงเวลามหัศจรรย์สลักสำคัญที่สุดในสายงานดนตรีของเราจากการหยิบชุดหูฟัง BCI นี้นำมาใช้งานพัฒนาผลงานเพลง
คุณเห็นว่า วิถีทางการทำงานแบบนี้จะเป็นสิ่งที่เข้ามาปฏิวัติตลาดดนตรีโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
ฉันคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นเรื่องมาตรฐานปรกติทั่วไปที่จะนำอุปกรณ์ BCI มาช่วยประพันธ์เนื้อเพลง เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อยอดได้จากสิ่งที่มีอยู่ในอดีต หากลองคิดดูเล่นๆ มันเพิ่งจะผ่านมาเพียงแค่ 40-50 ปีนับตั้งแต่ที่เคยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวางขายสู่ท้องตลาดครั้งแรก และณ วันนี้เรามีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่เราแทบทุกคนแทบจะพกพาไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังกันได้แบบสบายๆ - มันน่าเหลือเชื่อมาก ฉันคิดว่าเมื่อผู้คนเริ่มมีความเข้าใจยอมรับมากขึ้นในก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบ BCI การทำงานบูรณาการกันที่หยั่งลึกลงกว่าเดิมระว่างเรื่องของเทคโนโลยีระบบประสาท งานพัฒนาซอฟต์แวร์ และระบบ AI จะไม่มีข้อกังขาใดๆ เลยในหัวใจของฉันว่า การใช้เครื่องมือแนวทางนี้รังสรรค์ดนตรีจะช่วยเป็นเป้าหมายหลักในบรรยากาศผลงานเครื่องสร้างสรรค์เพลงในท้ายที่สุด
คุณทำให้เป็นกระแสฮือฮา (ขออภัยหากเล่นคำ) ในจังหวะที่ชุดเดรสไฟ LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองได้รับการนำมาจัดโชว์ในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016 ในเวลานั้นตลอดช่วง 5 ปีให้หลังจากนั้นไป คุณคิดว่าเทคโนโลยีทางประสาทก้าวหน้าไปไกลมากน้อยเพียงใดแล้ว? และอะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อว่าจะเป็นขีดความสามารถที่จะเป็นความไปได้ในอนาคต สำหรับสายงานที่สำคัญนี้? ทั้งในมุมของผลงานดนตรีและในภาพกว้าง?
ฮ่าๆ เป็นการเลือกคำได้เฉียบมากค่ะ 🙂 ฉันอยากบอกว่า ตัวฉันเองมีความตกตะลึงอย่างยิ่งต่อพัฒนาการก้าวไปข้างหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาทนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดิมทีที่ฉันพึ่งเริ่มลองฝึกทำงานร่วมกับชุดสายรัดอุปกรณ์คลื่นสมอง Emotiv EPOC+ ในปี 2016 ซึ่งในขณะนั้น เทคโนโลยีการบูรณาการระบบซอฟต์แวร์ของ Emotiv ดูเหมือนจะครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ หนึ่งในมุมการออกแบบทที่เราให้พิจารณาสำหรับชุดเดรส LED คุมด้วยความคิดนั่นคือ เรื่องของการต้องเลือกหาระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์แบบที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก
ระบบเดสก์ท็อปของ Emotiv ในส่วนของ โปรแกรมซอฟต์แวร์ ค่อนข้างเพียบพร้อมรอบด้าน แต่ทว่าการต้องมาแบกแล็ปท็อปพกพาขึ้นหลังเดินแบบบนรันเวย์ ดูเหมือนจะไม่ใช่การเดินแฟชั่นที่สวยงามนัก ดังนั้น วิศวกรของเราจึงพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ที่จะสามารถรับช่วงประมวลผลข้อมูลสัญญาณที่ได้จากชุดสวมใส่ศีรษะ EPOC+ และป้อนต่อข้อมูลประมวลไปยังชุดไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ต่อสายไฟเพื่อเข้าคุมดวงไฟ LED ตกแต่งตามเดรสเสื้อผ้า ทั้งชุดไมโครคอนโทรลเลอร์และเครื่อง Android ต่างถูกนำไปซ่อนจัดเก็บไว้ที่ตำแหน่งกระเป๋าเสื้อผ้าตรงหลังชุดได้อย่างเรียบร้อยหมดจด

ชุดเดรสแฟลช LED ทำงานสั่งการด้วยคลื่นสมอง (ที่มีขุมพลังเชื่อมร้อยผ่านอุปกรณ์ BCI) ได้รับการโชว์เปิดตัวในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016
“Emotiv EPOC X ของแบรนด์ มีรูปลักษณ์ที่โดนใจมากจริงๆ”
ตัดกลับมาที่บรรยากาศปัจจุบัน - ชุดตัวผลิตภัณฑ์สินค้าและงานจัดทำซอฟต์แวร์การใช้งานของทาง Emotiv ได้ช่วยดันส่งให้ตัวบริษัทไปยืนเป็นเบอร์หนึ่งในส่วนของกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบบประสาท ตัวฉันเองพึ่งจะทำการสั่งจองชุดรัดศีรษะแบบ Epoc X รุ่นใหม่ล่าสุด แล้วฉันก็รอไม่ไหวที่จะเริ่มแกะผลิตภัณฑ์ออกมาทดลองเล่นสนุกสนานแกะเรียนรู้งานกันแล้วค่ะ!
หากพูดถึงความน่าจะเป็นไปในอนาคตสำหรับแขนงการทำงานที่สำคัญยิ่งส่วนนี้ ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกเราพึ่งพาร่วมสัมผัสตรงจุดสตาร์ทเริ่มต้นไปสู่ศักยภาพใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้า ย้อนกลับไปตอนที่ฉันพึ่งเรียนวิชาประสาทวิทยา (Neuroscience) ที่มหาวิทยาลัย Dalhousie University ในปี 2002 ตัวฉันเองยังทึ่งว่า แขนงการทำงานด้านประสาทส่วนงานสมองยังมีมิติเรื่องราวที่เราอาจจะยังต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่อีกมาก มันเหมือนจุดเฉียดความคิดประหลาดใจแก่ฉัน เพราะสายงานด้านอื่นๆ ในด้านการแพทย์ทางวิทศาสตร์ล้วนพัฒนาไปได้ไกลสุดกู่ แต่ทำไมเราถึงพึ่งจะมีพลังและเกิดความกระหายอยากไขความลับเชิงลึกถึงสมองมนุษย์กันในช่วงระยะหลังมานี้เองกันนะ?
“การออกสำรวจค้นหาความลึกลับของจิต ผ่านระบบ Neurotech”
คุณคงอาจจะคิดว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นจุดที่น่าดึงดูดใจของใครหลายคน เพราะว่าสมองคือระบบอวัยวะที่คอยนิยามลักษณะความเป็นรูปกาย...ความเป็นมนุษย์ของเรา แต่เพื่อเหตุประการใดก็ตาม บางทีเนื่องจากมุมมองเดิมที่ว่าเรื่องนี้คงมีกลไกโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จนมาถึงจุดนี้ เราถึงพึ่งเริ่มต้นพัฒนาเชิงลึกสร้างความเข้าใจในการจัดแจงความคิดและการทำงานทางประสาทกัน แน่นอนว่า เครื่องมือประสานอย่าง BCI ย่อมเข้ามามีส่วนช่วยได้อย่างมาก ฉันคิดว่า การได้ออกสำรวจเรียนรู้เรื่องจิตผ่านทางระบบเครื่องมือสื่อสารทางระบบประสาท เราจะได้เข้าใจพฤติกรรมตัวตนการกระทำธรรมชาติของพวกเราได้ดีขึ้นอย่างดีที่สุดในท้ายที่สุด ฉันคิดว่าจะเป็นความอิมแพคที่สูงมากที่ได้เรียนรู้จุดและทางลัดเพื่อมา "แฮก" ขุมพลังสมองของเรา เพื่อช่วยขยับไประดับที่มีภูมิปัญญาควบคู่กับความผลสำเร็จสูงสุดขึ้นไปอีกขั้น
คุณช่วยสรุปอธิบายให้แก่ผู้รับฟังผลงานเพลงของคุณทราบเกี่ยวกับประเด็นมิดิมุมแต่งบางอย่างในท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีรอยต่อเติมมาจากการใช้อุปกรณ์ BCI ควบคุมอย่างไรบ้าง? และวิธีการรังสรรค์เสียงเพลงในจังหวะแบบนี้นั้นมีแนวคิดมาจากไหน?
องค์ประกอบทุกเรื่องราวในงานอัลบั้มของฉัน ล้วนสอดแทรกรายละเอียดคุณลักษณะเด่นจากการประยุกต์ร่วมกับ TONTO และคุมสัญญาณผ่านความถี่สมอง เนื่องจากพวกเรามีเวลาทำงานจำกัดในการบันทึกเทปเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ทางเราจึงต้องจดจ่อสร้างแผนงานที่รัดกุมพร้อมเตรียมวางไอเดียว่าควรทำเพลงใดก่อนหลัง ตัวอย่างเช่น เพลงแรกสุดในหมวดอัลบั้มนี้อย่าง Magnum Cherry จะนำเอาการทำงานคุมสัญญาณช่วงความถี่เสียงนำมาจากเครื่อง TONTO คุมจากพลังสมองพาดทับทำเพลงแนวซินธ์ในช่วงท้ายบทเพลง และในส่วนเพลง ‘Worlds Away’ จะนำเสนอแนวดนตรี "Brainwave Solo" ในช่วงจังหวะท่อนเพลงตรงช่วงกลางที่ให้อารมณ์ฟังคล้ายเสียงยานอวกาศพร้อมเทคออฟพุ่งเร่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา และเรายังได้พยายามไปทดลองหยิบเอามาผสมผสานกับการทำงานคุมเสียงดีดคีย์บอร์ดเปียโนจากกระแสสมองและพวกโทนจังหวะคลื่นเสียงสองความถี่ (Binaural Beats) แทรกลงเสริมเป็นกระสายในสไตล์เพลงลำดับอื่นในหมวดอัลบั้มนี้เพิ่มเติม
ความคืบหน้ากระบวนการสร้างและทำงานเพลงร่วมกับชิ้นเครื่องมือ BCI เริ่มได้รับการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น
“ในจิตของฉันมองจินตนการถึงแสงเปลวคลื่นสีม่วง”
ส่วนเรื่องกระบวนการดำเนินงานทำเพลง ทางเราได้อาศัยการประยุกต์เอานวัตกรรมที่อ่านสภาวะอารมณ์จากตัวชุดเครื่องมือ Emotiv มาเชื่อมต่อเพื่อเข้าทดสอบความเข้มของสัญญาณและแปลงแรงส่งสัญญาณเข้าไปจัดหมวดทงโทนเพลง TONTO โดยทางวิศวกรวิทระบบของเราได้ร่วมกันสร้างตัวชุดแอปพลิเคชันรับสัญญาณและวิเคราะห์ว่าระบบอารมณ์ตัวดัชนีชี้วัดข้อมูลในทิศทาง (อาทิ ความกดดัน, บรรยากาศมีส่วนร่วมจดจ่อ, ความสนุกพลุ่งพล่านตื่นเต้น) จุดใดที่มีระดับความเคลื่อนไหวขยับขึ้นลงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ แก่ผู้สวมใส่เครื่องสแกนศีรษะอยู่ จากในท้ายลำดับจึงดึงข้อมูลมาคัดกรองป้อนต่อสัญญาณจ่ายควบคุม (Control Voltage) นำพุ่งตรงไปที่ระบบเครื่อง TONTO ผ่านต่อเข้าไปยังกล่องแปลงสัญญาณไฟที่คุณวิศวกรสร้างมันขึ้นมาโดยเฉพาะที่เรียกชื่อง่ายๆ ว่า "กล่องประมวลผลสมอง" (Brain Box)
หน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนนี้ จึงตกไปเป็นของหน้าที่บุคคลผู้กำลังสวมชุดหูฟัง เพื่อคอยทำการปรับสมาธิจดจ่อพิจารณาชุดกลุ่มความคิดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เสียงดนตรีที่เคลื่อนผ่านกล่อง TONTO เปลี่ยนแปลงขยับตามท่วงทำนองความคิดนั้นๆ สำหรับตัวฉันเองนั้น จะใช้รูปแบบลักษณะความคิดในแนวอย่างการพยายามส่งเสียงถามคำว่า "เพื่ออะไร" ถามย้ำเบาๆ ภายในจิตวิญญาณแห่งตัวเอง หรือการพยายามกำหนดนึกจินตนาการเปลวไฟแกนอารมณ์สีม่วงพาดผ่านสรีระการรับรู้ของร่างกาย ความตั้งจดจ่อตรงจุดเหล่านี้ช่วยเป็นเครื่องมือควบคุมระดับเสียง, อัตรา LFO, และการสกัดกรองตัดค่าสัญญาณได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นความจริงของประสบการณ์ที่ล้ำค่าและมอบแง่คิดความน่าพึงใจอย่างที่สุด
ความคิิดเห็นของคุณต่อแบรนด์บริษัทอย่าง Emotiv และแนวทางที่พวกเขากำลังทุ่มเทขยายบริการในจุดนี้เพื่อให้เทคโนโลยีทางสมองประสาทและการจัดทำรายงานวิจัยทางประสาทมีที่ยืนและขยายการศึกษาให้แก่กลุ่มผู้คนในสัดส่วนหน้าสื่อประชากรวงกว้างขึ้น?
ฉันมีความเห็นว่า บรรดาบริษัทเอกชนผู้บุกเบิกพัฒนาแนวทางนวัตกรรมในแกนนี้อย่างเช่น Emotiv ล้วนกำลังจัดเตรียมทำความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่จะมาหนุนนำการขยายกรอบการวิจัยทางประสาทและตัวสมองของพวกเรา นอกเหนือไปจากการประยุกต์เชื่อมเอาเทคโนโลยีการประสาทสมองนี้เข้ามาสู่ฟิลด์ศิลปะเพลงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์เชิงงานศิลป์แล้วนั้น ฉันยังชื่นชอบมองหาทิศทางยกระดับความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มการเติบโตผ่านทางระบบข้อมูลรวบรวมของแวดวงการจัดการวิจัยสารสนเทศทางส่วนประสาท หากมองสะท้อนย้อนทบลองหวนไปสู่ภาพการเรียนการสอนในสมัยมหาวิทยาลัย อุปสรรคงานด้านระบบการทำรายงานวิจัยเดิมย่อมมีทิศทางการเขยื้อนก้าวหน้าที่ช้ามาก และกลุ่มผู้เข้าร่วมเข้าทำกระบวนการทดลองย่อมถูกบีบรัดด้วยปัญหาเชิงระยะที่ตั้งพื้นที่แลกความสะดวกในการเดินทาง แต่ทว่า ผลงานความตั้งใจในการพัฒนาคัดสรร ชุดหูฟังวิจัยระดับสากล ของค่ายแบรนด์ Emotiv ได้มอบความก้าวล้ำในการมาทลายสลัดอุปสรรคกำแพงข้อจำกัดด้านเครื่องมือและการเข้าถึงของระบบงานทดสอบ EEG แบบทั่วไปลงไปเสียกึ่งหนึ่ง แทนที่ทีมผู้ร่วมทางทดสองเหล่านี้จักต้องขับรถบ่ายหน้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาลส่วนพื่นที่ พวกเขาเหล่านี้กลับสามารถหยิบลองนำชุดสวมศีรษะอ่านกกระแสคลื่นสมองมาวางสวมที่ศีรษะของพวกเขา และดำเนินการเปิดใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อร่วมเป็นกลุ่มประชากรขับเคลื่อนให้แก่โครงการร่วมวิจัยศึกษาด้านสมองได้ทันที มันนับเป็นหนทางแห่งโลกบริบทความจริงที่เจ๋งมากในแง่ของมุมทัศนคติของตัวฉัน
คุณได้พยายามดึงขีดสุดของเทคโนโลยีชุดอ่านคลื่นประสาทสมองสมรรถนะล้ำยุคจาก Emotiv ตลอดจนเข้าขัดเกลาทำผลงานบันทึกจำบทเพลงพิเศษยอดนิยมมาบ้าง ความเห็นสักนิดเกี่ยวกับตัวนวัตกรรมที่ส่งคุณค่าและความหมายต่อกลุ่มอาชีพผู้สร้างสรรค์ศิลปะเช่นตัวคุณเอง?
ผลงานรุ่นหูฟังทดสอบคลื่นประสาท BCI ของแบรนด์ Emotiv ช่วยเปิดประตูทางลัดที่จะเข้ามาแต่งเสริมสร้างทิศการต่อจิ๊กซอว์งานคิดสร้างสรรค์ในแนวทาางแปลกใหม่ มีมิติมุมมองรายละเอียดอยู่อีกมากมายเหลือล้นที่เราพร้อมให้เหล่าแก่นศิลปินเข้าไปทดลองลองค้นหาข้อมูลเพื่อปรับปรุงแนวคิดของตัวบทเพลงและชิ้นงานศิลปกรรมแขนงด้านนี้ และฉันใคร่อยากหนุนส่งกำลังใจให้ศิลปินท่านอื่นๆ หันมาทดลองใช้ประโยชน์ทักษะเครื่องมือทางเลือกส่วนงานดนตรีนี้เพิ่มเติม ลองหยิบจับผลงานขึ้นมาสร้างความสนุกสนานขัดเกลาฝีมือกันได้เลยนะคะ!

มิวสิควิดีโอเพลงอย่างเป็นทางการตัวใหม่ของ Angie C – Worlds Away
“Star Seeds” งานพัฒนาอัลบั้มที่คุณรอคอยเปิดตัวเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีอะไรน่าลุ้นระทึกคอยเปิดชมฟังกันบ้าง?
ฉันมีความสนุกปลื้มปริ่มมากๆ สำหรับภาพผลงานอัลบัมตัวใหม่ของตัวฉันที่พึ่งจะเดินทางเหยียบกระแสหน้าตลาดดนตรีอย่างเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ที่เพิ่งล่วงผ่านมา ตัวรายละเอียด อัลบัม นี้ผ่านกระบวนการคัดสรรร่องเสียงโดยต้องการหวังพาท่านผู้ฟังดนตรีมุ่งพาดผ่านเดินทางย่างลอยไปในแต่ละช่วงความหมาย จากอารมณ์ดนดรีที่ครึ้มหมองสุขุม ไปจนหวนจังหวะสู่ช่วงความตื่นเต้นเสรีภาพของการปลดหน่วงกิเลสทางใจ ฉันมีทักษะสไตล์โปรดปรานเป็นการชอบใช้การเขียนคำล้อเลียนความนัยซ้อนแฝงลงไปในตอนเขียนกลอนเนื้อเพลงคำร้อง จึงส่งผลให้มีพวกข่าวสารรายละเอียดเนื้อหาข้อความแฝงแร่นัยยะเร้นกายอยู่ในส่วนเนื้อเพลงคำพูดทำนองเพลงจำนวนมาก ฉันนับว่าเป็นแฟนผลงานเดนตายของนักปราชญ์ปัญญาชนกระเดื่องนามเฉกเช่นท่าน Rumi โดยในบทประพันธ์ของพวกท่านเหล่านี้ แค่เพียงคุณได้อ่านผ่านช่วงถ้อยคำสั้นๆ ไปไม่นาน แต่ย่อมได้รับอิทธิพลเชิงธรรมะปรีชาญาณลุ่มลึกยกระดับแก่จิตวิญญาณได้พรั่งพรู หากท่านอนุญาตหงายผ่อนอารมณ์กายใจเพื่อลงลอยนึกระลึก ไตร่ตรองและเข้าเพียรภาวนาสมาธิ นั่นเป็นจุดหลักการที่ตัวฉันเฝ้าหมั่นตั้งพยายามเขียนถักทอเข้าไว้ในงานชิ้นอัลบั้มดนตรีนี้
ในส่วนของทำนองเสียง ฉันขอจัดงานในชิ้นงานอัลบั้มหมวดบทเพลงนี้ให้อยู่ในกลุ่มแนวเพลง อิเล็กโทรป๊อป (Electro-Pop) แต่พวกเราก็ได้หยิบคุณสมบัติเด่นของเสียงจังเปียโนที่จูนคุมเสียงจากพลังคลื่นสมองแฝงเสริมมาประยุกต์เพิ่มเติมด้วยอย่างสนุกทีเดียว มีเครื่องเปียโนกลไกเสียงของแบรนด์ John Broadwood Acoustic Grand Piano ปี 1900 ตั้งอยู่ตรงซีกเดียวกันกะชุดกล่องคุมเสียง TONTO ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินเปิดวิชากดอัดทำนองจากเปียโนตัวนั้น และพ่วงพาสายส่งสัญญาณมาผ่านตัวตัวรับคัดสัดฟิลเตอร์ของระบบเครื่อง TONTO เข้าขัดเกลาร่องจังหวะคุมด้วยกระแสเส้นสมองของพวกเรา ซึ่งผลกระบวนการทำงานเป็นการทดลองแนวพิจารณาวิเคราะห์ที่สนุกดุดันอย่างยิ่งและคืนของรางวัลส่งกลับออกมาเป็นท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีเสน่ห์ลุ่มลึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และแน่นอนว่า เป็นอีกหนึ่งพล็อตประวัติการทำงานผลงานเพลงที่วิเศษยอดเยี่ยมที่สุด
คุณยังคงเน้นงานสร้างสรรค์ตามแนวดนตรีและสไตล์การทำเพลงดั้งเดิมของคุณอยู่หรือไม่ หรือว่ามีองค์ประกอบการทดลองและเรื่องน่าประหลาดใจใหม่ๆ สอดแทรกเอาไว้มากขึ้นในอัลบั้ม “Star Seeds” นี้?
รู้ไหมคะ ฉันรู้สึกว่าในที่สุดฉันก็ได้ "ค้นพบ" สไตล์เสียงทางศิลปะที่เป็นตัวตนของฉันจริงๆ จากการสร้างสรรค์อัลบั้ม "Star Seeds" นี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เขียนและบันทึกเสียงทั้งในรูปแบบดนตรีสไตล์นักร้อง-นักแต่งเพลง หรือไม่ก็ทำหน้าที่ร้องนำระดับท็อปไลน์ให้กับวงการเพลงแดนซ์อิเล็กทรอนิกส์ ฉันคิดว่าการสร้างสรรค์อัลบั้มนี้ช่วยให้ฉันได้หลอมรวมสไตล์ดนตรีทั้งสองแนวนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ตรงกลางซึ่งให้ความรู้สึกไพเราะน่าฟังอย่างแท้จริง และสำหรับสิ่งนี้ ฉันต้องขอขอบคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยค่ะ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากในการช่วยให้บรรดาศิลปินค้นพบสไตล์เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งมันไม่เพียงขึ้นอยู่กับการเลือกสไตล์ดนตรีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอีกด้วย
การใช้เพียงแค่จิตคิดเพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี มันอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินจริงสำหรับผู้คนจำนวนมาก แต่ทว่านั่นคือเส้นทางที่นักดนตรีและป๊อปสตาร์อย่าง Angie C ได้เลือกเดิน ในฐานะคนรักดนตรีและวิทยาศาสตร์ - Angie Coombes (หรือที่รู้จักกันในนาม Angie C) ได้ค้นพบวิธีที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมความหลงใหลทั้งสองของเธอเพื่อสร้างสิ่งที่มีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ด้วยอัลบั้มล่าสุดของเธอ "Star Seeds" ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ Angie C ได้พูดคุยกับ Emotiv เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับดนตรีและการใช้อุปกรณ์ประสานสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI) เพื่อสร้างสรรค์แนวดนตรีและสัญญานเสียงที่พิเศษสุดๆ ซึ่งเธอเชื่ออย่างหมดใจว่านี่อาจเป็นอนาคต
ความหลงใหลในดนตรีของคุณ คุณคิดว่ามันมาจากไหน?
ความหลงใหลในดนตรีของฉันย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ฉันอายุประมาณ 3 ขวบ ตอนที่คุณแม่พาฉันไปเข้าเรียนวิชาดนตรี ฉันจำได้ว่าฉันเล่นเปียโนติดต่อกันได้เป็นชั่วโมงๆ และชอบการแต่งเพลงและทำนองเพลงของตัวเอง พ่อแม่ของฉันก็เป็นนักดนตรีทั้งคู่ โดยคุณแม่เป็นนักร้อง และคุณพ่อเล่นกีตาร์
คุณช่วยเล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็ก ที่สมองของคุณสว่างไสวเหมือนต้นคริสต์มาสหลังจากได้ยินสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ ได้หรือไม่?
แน่นอนค่ะ ช่วงเวลาที่ได้ยินเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven ตอนนั้นฉันอายุ 8 ขวบ และฉันได้ขอร้องให้คุณครูสอนเปียโนสอนฉันเล่นเพลงนี้ ดนตรีชิ้นนั้นเปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย ทุกครั้งที่ฉันได้เล่นมัน มันจะพาฉันไปยังอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว
คุณช่วยขยายความเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรักทั้งสองสิ่ง นั่นคือ ดนตรีและวิทยาศาสตร์ และสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจินตนาการได้อย่างไร?
ดนตรีและวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องจังหวะและเวลาทางดนตรีนั้นได้รับได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ได้ตั้งแต่เยาว์วัย อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ดนตรีมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมากตรงที่มันช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งหมด ไม่ใช่แค่สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น ตามประเพณีแล้วเราเคยมองว่าวิทยาศาสตร์และดนตรีเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องและแยกจากกัน แต่สำหรับฉัน นั่นเป็นทัศนะที่แคบมาก และเราต้องเปลี่ยนเรื่องนั้นในสังคมของเรา ระบบการศึกษาเกือบจะมองว่าดนตรีและศิลปะไม่มีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ในความคิดของฉัน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมอง เพราะช่วยให้สมองโดยรวมทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน

Angie C มีความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในการผสมผสานดนตรีเข้ากับวิทยาศาสตร์
คุณเคยอยากเป็นหมอ แต่ปัจจัยต่างๆ ทำให้คุณไม่สามารถทำตามความฝันนั้นได้ อย่างไรก็ดี จากการผสมผสานดนตรีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คุณได้พบหนทางที่จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองโลกนี้แล้วหรือยัง?
ใช่ค่ะ ได้พบแล้วแน่นอน! การผสมผสานระหว่างดนตรีและวิทยาศาสตร์นำความสุขมาให้ฉันมากมาย มันช่วยผลักดันให้ฉันคิดนอกกรอบในหลายๆ ระดับ เพื่อความซื่อสัตย์ เมื่อฉันเริ่มโครงการใหม่ ฉันจะเริ่มต้นจากจินตนาการสร้างสรรค์ทางศิลปะก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะมองในแง่มุมของตรรกะและวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ฉันจะทำสิ่งตางๆ เช่น การสเก็ตช์ภาพการออกแบบ หรือการเขียนอธิบายว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของโปรเจ็กต์จะเข้ากันได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือทุกครั้งที่ฉันทำแบบนี้ ผู้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือทักษะที่เกี่ยวข้องจะปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของฉันราวกับมีเวทมนตร์ พวกเขาสนใจในหัวข้อนี้ และต่อมาเราก็มาร่วมมือกันเพื่อสร้างโปรเจ็กต์ให้เกิดขึ้นจริง มันเป็นกระบวนการที่สนุกมากจริงๆ และเปิดโอกาสให้เราได้เชื่อมโยงสาขาที่ดูเหมือนจะแยกจากกันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ
รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้อุปกรณ์ BCI มารังสรรค์และเล่นดนตรี?
มันให้ความรู้สึกที่น่าทึ่งและน่าตื่นเต้นมาก! ฉันยังจำวันที่ฉันได้รู้จักเว็บไซต์ Emotiv ในปี 2014 ได้เป็นอย่างดี ฉันพบว่าบริษัทนี้ได้พัฒนาชุดหูฟัง EEG แบบพกพา ก่อนหน้านั้นประมาณ 6 เดือน ฉันได้เกิดความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้เสียงคลื่นสองความถี่ (binaural beats) เพื่อควบคุมอาการชักในผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู ฉันตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะศึกษาเรื่องเช่นนี้ได้คือการเรียนต่อปริญญาโทหรือเอก ทั้งนี้เพื่อให้เข้าถึงอุปกรณ์ EEG ในโรงพยาบาลได้ ซึ่งฉันไม่ได้สนใจที่จะกลับไปเรียนในมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อฉันได้พบ Emotiv ฉันจึงตื่นเต้นมากเกี่ยวกับศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานทั้งหมดของเทคโนโลยีใหม่นี้ ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่ได้ทดลองใช้คลื่นเสียง binaural beats สำหรับอาการชัก แต่ฉันก็ยังคงเพลิดเพลินกับการได้นำสิ่งต่างๆ มุ่งไปในทิศทางสร้างสรรค์มากขึ้น - โดยการใช้ชุดหูฟัง Emotiv EEG ในพื้นที่ของศิลปะแฟชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและดนตรี
คุณเป็นคนแรกที่ใช้อุปกรณ์ BCI (ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv) ร่วมกับเครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ในระดับตำนาน รู้สึกอย่างไรบ้างที่สามารถควบคุมเสียงดนตรีที่ดังออกมาจาก TONTO โดยใช้เพียงแค่พลังความคิดของคุณ?
มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อมาก! พูดตรงๆ เลยก็คือ มันยังมีความไม่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่งเลยก่อนที่จะถึงวันที่เราทดสอบอย่างเป็นทางการกับ TONTO คุณ Mitchell Claxton วิศวกรของเรา ทำงานด้านเทคโนโลยีนี้ในแวนคูเวอร์กับเครื่องสังเคราะห์เสียงอนาล็อกขนาดเล็ก ส่วนตัวฉันและโปรดิวเซอร์เพลงอยู่ที่คัลการีเพื่อช่วยกันทำเดโมเพลงคร่าวๆ เราคุยกันเรื่องขั้นตอนการบันทึกเสียงกับทีมช่างเทคนิคที่ Studio Bell ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TONTO

ป๊อปสตาร์ Angie C ในเรื่องของ BCI และศิลปะดนตรี – ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv & เครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ระดับตำนานคือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อพวกเราทุกคนได้มาพบกันที่ Studio Bell เพื่อทำการทดสอบในวันนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราทุกคนได้อยู่ในห้องเดียวกันพร้อมกับ TONTO พวกเราทุกคนต่างลดลมหายใจลงระหว่างเริ่มการติดตั้งเซ็ตอัปอุปกรณ์ต่างๆ แต่แล้วเมื่อเสียงที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเริ่มต้นออกมาจาก TONTO เป็นครั้งแรก ฉันจำได้ว่า Mitchell ชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้าแล้วพูดว่า "มันใช้ได้ผล! มันได้ผลจริงๆ ด้วย!" นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจมากๆ สำหรับพวกเราทุกคน
“TONTO, BCI และเสียงดนตรี – ความรู้สึกนั้นมันเหลือเชื่อจริงๆ”
สำหรับความรู้สึกในการควบคุม TONTO ด้วยความนึกคิดของฉันเองนั้น มันน่าสนใจมาก ฉันต้องฟังการเปลี่ยนแปลงของดนตรีและต้องวิเคราะห์จังหวะความคิดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไปพร้อมๆ กัน จากนั้นฉันต้องฝึกโฟกัสที่ความคิดเหล่านั้นเพื่อทำให้เกิตการเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรี ตัวอย่างเช่น ฉันสามารถควบคุมอัตราการตอบสนองของเครื่องกำเนิดสัญญาณความถี่ต่ำ (LFO) บน TONTO ได้โดยการจินตนาการถึงเปลวไฟสีม่วงที่กำลังพาดผ่านร่างกายของฉัน ในขณะที่ Jane เพื่อนของฉันสามารถควบคุมการทำงานด้านความถี่และการตัดสัญญาณเสียงได้จากการจินตนาการว่ากำลังโบยบินผ่านกาแล็กซี ตัวชี้วัดทางความคิดจะเป็นเอกอักษณ์ของแต่ละบุคคลที่ทดลองสวมใส่ชุดหูฟัง ฉันคิดว่ามันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ใช้ปลายทางเพราะทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเฉพาะตัวของพวกเขาได้ โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบคลื่นสมองของตนเอง
มีการรายงานข่าวอย่างมากเกี่ยวกับการบันทึกเสียงของคุณด้วย TONTO โดยใช้เครื่องมือ BCI เพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี การตอบรับในกลุ่มคนวงในทางดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง?
จนถึงขณะนี้ การตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มคอมมูนิตี้ผู้สร้างสรรค์ (Maker) และเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synth) มันได้รับการต้อนรับที่ดีมากๆ ในงานเทศกาลดนตรี Maker Music Festival ในปีนี้ และได้ออกแสดงในงาน Maker Faire Shenzhen ด้วย ฉันคาดหวังว่าความสนใจจะเพิ่มขึ้นจากการออกอัลบั้มใหม่ของฉัน เพราะมันเต็มไปด้วยเสียงเพลง TONTO ที่ควบคุมโดยคลื่นสมอง ฉันหวังว่านี่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และศิลปินต่างๆ ทั่วโลกได้ค้นพบหนทางใหม่ๆ สู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ และแน่นอน ฉันหวังว่านี่จะฉายแสงให้เห็นถึงวิทยาศาสตร์ทางสมอง (Neuroscience) และวิทยาการอันก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology) เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด!
เคยมีและยังคงมีกระแสต่อต้านบ้างบางส่วนเมื่อเป็นเรื่องของการหลอมรวมเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงเพลง คุณจะมีข้อความใดฝากถึงบรรดาผู้คัดค้านเหล่านั้นบ้าง?
นั่นเป็นคำถามที่ดีค่ะ ฉันคิดว่าเป็นเพราะนี่ยังถือเป็นแนวคิดที่ใหม่มาก มันจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าผู้คนรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การควบคุมจิตใจ หรือกังวลว่าคนอื่นจะ "รู้" ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันไปโชว์ชุดเดรส LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมอง (มีชื่อเรียกว่า Musethereal) ผู้คนจำนวนมากดูเหมือนจะตระหนกตกใจกับความคิดที่ว่ามีคนอื่นสามารถรู้สิ่งที่พวกเขาคิดได้ แต่ทว่านั่นไม่ใช่คุณลักษณะในการทำงานของเทคโนโลยี EEG แน่นอนว่าเราเห็นรูปแบบของกิจกรรมไฟฟ้าทางกระแสสมองได้ด้วยเทคโนโลยี EEG แต่เราไม่สามารถนำมันมาใช้อ่านความคิดที่แท้จริงในสมองของคนได้
“เมื่อ Neurotech, BCI และ ดนตรี มารวมเข้าด้วยกัน ย่อมก่อประโยชน์ในหลายๆ ด้าน”
สำหรับการรวมเอาเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงดนตรี ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีความทุพพลภาพทางร่างกายและไม่สามารถที่จะเล่นเครื่องดนตรีแบบเดิมได้ สิ่งนี้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับพวกเขาได้อย่างแน่นอน และยังจะช่วยนำความสุขมาสู้ชีวิตของพวกเขามากขึ้นผ่านการสร้างสรรค์และแสดงออกผ่านตัวตนของอุปกรณ์สื่อนำส่งแบบใหม่นี้
ฉันยังคิดอีกว่านี่ส่งผลในเชิงบวกที่น่าตื่นเต้นให้แก่ผู้ผลิตผลงานเพลง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วหลังจากได้ไปร่วมงานปาร์ตี้เพลงประเภทแดนซ์ ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับทำนองเพลงแนวทรานซ์ที่เพราะมากๆ ในหัว แต่ฉันไม่มีทางเลือกที่จะนำมันออกมาสู่โลกความจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาและพลังงานมากมายในการแต่งทำนองนั้นขึ้นมา ต่อมาในวันเดียวกัน ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ดีเจโปรดิวเซอร์และฉันพูดเปิดประเด็นว่า "ฉันอดใจรอไม่ไหวให้ถึงวันที่เราสามารถคิดเสียงดนตรีให้ออกมาเป็นเพลงได้จริงๆ" ในตอนนั้นฉันแค่พูดเล่นๆ ครึ่งเดียว แต่ตอนนี้เมื่อฉันเริ่มแต่งเพลงได้จากคลื่นสมองแล้ว ฉันจึงขอบอกเลยว่า "การเปลี่ยนความคิดเป็นเสียงดนตรี" ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้รับการยอมรับในหนทางการทำงานแห่งอนาคต
คุณมองอนาคตไว้อย่างไร หากเปรียบเทียบในแง่ของดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาทเข้าด้วยกัน?
ในอนาคต ฉันทัศนาภาพของผู้คนที่มานั่งลงที่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมสวมใส่ชุดหูฟังคลื่นสมอง/ อุปกรณ์ BCI และใช้มันเป็นเครื่องมือในสำหรับการแต่งเพลง ฉันคิดว่าพัฒนาการในแนวทางของเทคโนโลยีระบบประสาทและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฉันมองว่าสองสิ่งนี้จะหลอมรวมกันไปเพื่อสร้างระบบอัลกอริทึมสำหรับคาดการณ์โทนเสียงดนตรี

Angie C เชื่อว่า อนาคตของงานดนตรี อยู่ในเรื่องของ BCI และเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology)
ตัวอย่างเช่น หากเรามองไปในส่วนของวิทยาการระบบรังสีรักษา เราก็รู้ว่า AI สามารถช่วยตรวจหามะเร็งเต้านมได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าสายตาของมนุษย์เราเองเสียอีก หากเรานำเอาความสามารถเช่นนั้นมาปรับใช้กับเสียงดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาท มันย่อมมีเหตุผลที่ว่า ณ วันหนึ่ง มนุษย์เราจะสามารถคิดถึงเสียงกลองสแนร์ และเทคโนโลยี AI ก็จะสามารถเข้ามาช่วยตรวจจับรูปแบบของคลื่นสมองในส่วนนั้นได้ พร้อมรับรู้ว่า "เฮ้ นี่คือจังหวะของกลองสแนร์" และส่งต่อไปยังระบบการตัดต่อทำเพลงในระบบคอมพิวเตอร์ (DAW) เช่น Logic Pro หรือ ProTools เป็นต้น เพื่อพิมพ์สร้างรูปแบบสัญญาณข้อมูลเสียงแบบ MIDI สำหรับจังหวะเสียงสแนร์นั้นได้เลย มันอาจฟังดูเหมือนยากจะเชื่อ แต่ฉันแน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปได้อย่างแน่นอนในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI ในวงการดนตรี อาจมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ที่มีทักษะสร้างสรรค์พิเศษโดยส่วนตัวเป็นอย่างยิ่ง คุณคิดว่าประเด็นอุปกรณ์ BCI หรือเทคโนโลยีรูปแบบนี้จะช่วยพลิกฟื้นมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งและการรับฟังเสียงดนตรีในกลุ่มผู้ที่ต้องการการดูแลในรูปแบบพิเศษ มากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ เป็นจำนวนมากให้แก่กลุ่มผู้คนคนพิเศษเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว มันได้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ดร. Adam Kirton ซึ่งเป็นกุมารแพทย์โรคระบบประสาทในเมืองคัลการี รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ได้ก่อตั้งโครงการที่ชื่อว่า BCI4Kids ขึ้นมา พวกเขาพยายามช่วยพาเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษให้ได้เชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เฟซของสมองและคอมพิวเตอร์ ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อค้นหาวิธีนำอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานเพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่เด็กๆ และครอบครัวของพวกเขา เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า John ได้พยายามใช้อุปกรณ์ BCI เพื่อรังสรรค์ภาพวาดจากความคิดทางจิตนาการของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์อย่างเหลือเชื่อ! ช่องทางบัญชี Instagram ของเขาคือ @brainpaintbyjohn เผื่อว่าคุณอยากลองเข้าไปส่องเพื่อรับชมภาพผลงานของเขา
ฉันได้พูดคุยเบื้องต้นกับ ดร. Kirton และทีมงานของเขาเกี่ยวกับเรี่องการแต่งเพลงแบบสมองสั่งการ ฉันตื่นเต้นมากเป็นที่สุดที่จะรอดูว่าเราจะสามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์อันใดได้บ้างร่วมกับ BCI4Kids
ข้อดีของการหยิบใช้อุปกรณ์ BCI มาช่วยสร้างสรรค์เสียงดนตรีคืออะไรบ้าง? และมีจุดที่แตกต่างไปจากวิธีการทำงานในกระบวนการดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของการสรรสร้างงานดนตรีด้วยอุปกรณ์ BCI นั่นคือ การขจัดความจำเป็นที่ต้องมาคอยบรรเลงหยิบจับชิ้นเครื่องดนตรีจริงๆ สมองมีความงดงามเป็นพิเศษอย่างยิ่ง และมีพื้นที่มากมายที่เราสามารถจินตนการในใจของเราได้ ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่า เทคโนโลยี BCI จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกพรมแดนใหม่ๆ แห่งโลกดนตรี ทั้งคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉัน และตัวฉันเองล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เราได้สัมผัสช่วงเวลามหัศจรรย์สลักสำคัญที่สุดในสายงานดนตรีของเราจากการหยิบชุดหูฟัง BCI นี้นำมาใช้งานพัฒนาผลงานเพลง
คุณเห็นว่า วิถีทางการทำงานแบบนี้จะเป็นสิ่งที่เข้ามาปฏิวัติตลาดดนตรีโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
ฉันคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นเรื่องมาตรฐานปรกติทั่วไปที่จะนำอุปกรณ์ BCI มาช่วยประพันธ์เนื้อเพลง เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อยอดได้จากสิ่งที่มีอยู่ในอดีต หากลองคิดดูเล่นๆ มันเพิ่งจะผ่านมาเพียงแค่ 40-50 ปีนับตั้งแต่ที่เคยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวางขายสู่ท้องตลาดครั้งแรก และณ วันนี้เรามีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่เราแทบทุกคนแทบจะพกพาไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังกันได้แบบสบายๆ - มันน่าเหลือเชื่อมาก ฉันคิดว่าเมื่อผู้คนเริ่มมีความเข้าใจยอมรับมากขึ้นในก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบ BCI การทำงานบูรณาการกันที่หยั่งลึกลงกว่าเดิมระว่างเรื่องของเทคโนโลยีระบบประสาท งานพัฒนาซอฟต์แวร์ และระบบ AI จะไม่มีข้อกังขาใดๆ เลยในหัวใจของฉันว่า การใช้เครื่องมือแนวทางนี้รังสรรค์ดนตรีจะช่วยเป็นเป้าหมายหลักในบรรยากาศผลงานเครื่องสร้างสรรค์เพลงในท้ายที่สุด
คุณทำให้เป็นกระแสฮือฮา (ขออภัยหากเล่นคำ) ในจังหวะที่ชุดเดรสไฟ LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองได้รับการนำมาจัดโชว์ในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016 ในเวลานั้นตลอดช่วง 5 ปีให้หลังจากนั้นไป คุณคิดว่าเทคโนโลยีทางประสาทก้าวหน้าไปไกลมากน้อยเพียงใดแล้ว? และอะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อว่าจะเป็นขีดความสามารถที่จะเป็นความไปได้ในอนาคต สำหรับสายงานที่สำคัญนี้? ทั้งในมุมของผลงานดนตรีและในภาพกว้าง?
ฮ่าๆ เป็นการเลือกคำได้เฉียบมากค่ะ 🙂 ฉันอยากบอกว่า ตัวฉันเองมีความตกตะลึงอย่างยิ่งต่อพัฒนาการก้าวไปข้างหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาทนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดิมทีที่ฉันพึ่งเริ่มลองฝึกทำงานร่วมกับชุดสายรัดอุปกรณ์คลื่นสมอง Emotiv EPOC+ ในปี 2016 ซึ่งในขณะนั้น เทคโนโลยีการบูรณาการระบบซอฟต์แวร์ของ Emotiv ดูเหมือนจะครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ หนึ่งในมุมการออกแบบทที่เราให้พิจารณาสำหรับชุดเดรส LED คุมด้วยความคิดนั่นคือ เรื่องของการต้องเลือกหาระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์แบบที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก
ระบบเดสก์ท็อปของ Emotiv ในส่วนของ โปรแกรมซอฟต์แวร์ ค่อนข้างเพียบพร้อมรอบด้าน แต่ทว่าการต้องมาแบกแล็ปท็อปพกพาขึ้นหลังเดินแบบบนรันเวย์ ดูเหมือนจะไม่ใช่การเดินแฟชั่นที่สวยงามนัก ดังนั้น วิศวกรของเราจึงพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ที่จะสามารถรับช่วงประมวลผลข้อมูลสัญญาณที่ได้จากชุดสวมใส่ศีรษะ EPOC+ และป้อนต่อข้อมูลประมวลไปยังชุดไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ต่อสายไฟเพื่อเข้าคุมดวงไฟ LED ตกแต่งตามเดรสเสื้อผ้า ทั้งชุดไมโครคอนโทรลเลอร์และเครื่อง Android ต่างถูกนำไปซ่อนจัดเก็บไว้ที่ตำแหน่งกระเป๋าเสื้อผ้าตรงหลังชุดได้อย่างเรียบร้อยหมดจด

ชุดเดรสแฟลช LED ทำงานสั่งการด้วยคลื่นสมอง (ที่มีขุมพลังเชื่อมร้อยผ่านอุปกรณ์ BCI) ได้รับการโชว์เปิดตัวในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016
“Emotiv EPOC X ของแบรนด์ มีรูปลักษณ์ที่โดนใจมากจริงๆ”
ตัดกลับมาที่บรรยากาศปัจจุบัน - ชุดตัวผลิตภัณฑ์สินค้าและงานจัดทำซอฟต์แวร์การใช้งานของทาง Emotiv ได้ช่วยดันส่งให้ตัวบริษัทไปยืนเป็นเบอร์หนึ่งในส่วนของกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบบประสาท ตัวฉันเองพึ่งจะทำการสั่งจองชุดรัดศีรษะแบบ Epoc X รุ่นใหม่ล่าสุด แล้วฉันก็รอไม่ไหวที่จะเริ่มแกะผลิตภัณฑ์ออกมาทดลองเล่นสนุกสนานแกะเรียนรู้งานกันแล้วค่ะ!
หากพูดถึงความน่าจะเป็นไปในอนาคตสำหรับแขนงการทำงานที่สำคัญยิ่งส่วนนี้ ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกเราพึ่งพาร่วมสัมผัสตรงจุดสตาร์ทเริ่มต้นไปสู่ศักยภาพใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้า ย้อนกลับไปตอนที่ฉันพึ่งเรียนวิชาประสาทวิทยา (Neuroscience) ที่มหาวิทยาลัย Dalhousie University ในปี 2002 ตัวฉันเองยังทึ่งว่า แขนงการทำงานด้านประสาทส่วนงานสมองยังมีมิติเรื่องราวที่เราอาจจะยังต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่อีกมาก มันเหมือนจุดเฉียดความคิดประหลาดใจแก่ฉัน เพราะสายงานด้านอื่นๆ ในด้านการแพทย์ทางวิทศาสตร์ล้วนพัฒนาไปได้ไกลสุดกู่ แต่ทำไมเราถึงพึ่งจะมีพลังและเกิดความกระหายอยากไขความลับเชิงลึกถึงสมองมนุษย์กันในช่วงระยะหลังมานี้เองกันนะ?
“การออกสำรวจค้นหาความลึกลับของจิต ผ่านระบบ Neurotech”
คุณคงอาจจะคิดว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นจุดที่น่าดึงดูดใจของใครหลายคน เพราะว่าสมองคือระบบอวัยวะที่คอยนิยามลักษณะความเป็นรูปกาย...ความเป็นมนุษย์ของเรา แต่เพื่อเหตุประการใดก็ตาม บางทีเนื่องจากมุมมองเดิมที่ว่าเรื่องนี้คงมีกลไกโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จนมาถึงจุดนี้ เราถึงพึ่งเริ่มต้นพัฒนาเชิงลึกสร้างความเข้าใจในการจัดแจงความคิดและการทำงานทางประสาทกัน แน่นอนว่า เครื่องมือประสานอย่าง BCI ย่อมเข้ามามีส่วนช่วยได้อย่างมาก ฉันคิดว่า การได้ออกสำรวจเรียนรู้เรื่องจิตผ่านทางระบบเครื่องมือสื่อสารทางระบบประสาท เราจะได้เข้าใจพฤติกรรมตัวตนการกระทำธรรมชาติของพวกเราได้ดีขึ้นอย่างดีที่สุดในท้ายที่สุด ฉันคิดว่าจะเป็นความอิมแพคที่สูงมากที่ได้เรียนรู้จุดและทางลัดเพื่อมา "แฮก" ขุมพลังสมองของเรา เพื่อช่วยขยับไประดับที่มีภูมิปัญญาควบคู่กับความผลสำเร็จสูงสุดขึ้นไปอีกขั้น
คุณช่วยสรุปอธิบายให้แก่ผู้รับฟังผลงานเพลงของคุณทราบเกี่ยวกับประเด็นมิดิมุมแต่งบางอย่างในท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีรอยต่อเติมมาจากการใช้อุปกรณ์ BCI ควบคุมอย่างไรบ้าง? และวิธีการรังสรรค์เสียงเพลงในจังหวะแบบนี้นั้นมีแนวคิดมาจากไหน?
องค์ประกอบทุกเรื่องราวในงานอัลบั้มของฉัน ล้วนสอดแทรกรายละเอียดคุณลักษณะเด่นจากการประยุกต์ร่วมกับ TONTO และคุมสัญญาณผ่านความถี่สมอง เนื่องจากพวกเรามีเวลาทำงานจำกัดในการบันทึกเทปเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ทางเราจึงต้องจดจ่อสร้างแผนงานที่รัดกุมพร้อมเตรียมวางไอเดียว่าควรทำเพลงใดก่อนหลัง ตัวอย่างเช่น เพลงแรกสุดในหมวดอัลบั้มนี้อย่าง Magnum Cherry จะนำเอาการทำงานคุมสัญญาณช่วงความถี่เสียงนำมาจากเครื่อง TONTO คุมจากพลังสมองพาดทับทำเพลงแนวซินธ์ในช่วงท้ายบทเพลง และในส่วนเพลง ‘Worlds Away’ จะนำเสนอแนวดนตรี "Brainwave Solo" ในช่วงจังหวะท่อนเพลงตรงช่วงกลางที่ให้อารมณ์ฟังคล้ายเสียงยานอวกาศพร้อมเทคออฟพุ่งเร่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา และเรายังได้พยายามไปทดลองหยิบเอามาผสมผสานกับการทำงานคุมเสียงดีดคีย์บอร์ดเปียโนจากกระแสสมองและพวกโทนจังหวะคลื่นเสียงสองความถี่ (Binaural Beats) แทรกลงเสริมเป็นกระสายในสไตล์เพลงลำดับอื่นในหมวดอัลบั้มนี้เพิ่มเติม
ความคืบหน้ากระบวนการสร้างและทำงานเพลงร่วมกับชิ้นเครื่องมือ BCI เริ่มได้รับการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น
“ในจิตของฉันมองจินตนการถึงแสงเปลวคลื่นสีม่วง”
ส่วนเรื่องกระบวนการดำเนินงานทำเพลง ทางเราได้อาศัยการประยุกต์เอานวัตกรรมที่อ่านสภาวะอารมณ์จากตัวชุดเครื่องมือ Emotiv มาเชื่อมต่อเพื่อเข้าทดสอบความเข้มของสัญญาณและแปลงแรงส่งสัญญาณเข้าไปจัดหมวดทงโทนเพลง TONTO โดยทางวิศวกรวิทระบบของเราได้ร่วมกันสร้างตัวชุดแอปพลิเคชันรับสัญญาณและวิเคราะห์ว่าระบบอารมณ์ตัวดัชนีชี้วัดข้อมูลในทิศทาง (อาทิ ความกดดัน, บรรยากาศมีส่วนร่วมจดจ่อ, ความสนุกพลุ่งพล่านตื่นเต้น) จุดใดที่มีระดับความเคลื่อนไหวขยับขึ้นลงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ แก่ผู้สวมใส่เครื่องสแกนศีรษะอยู่ จากในท้ายลำดับจึงดึงข้อมูลมาคัดกรองป้อนต่อสัญญาณจ่ายควบคุม (Control Voltage) นำพุ่งตรงไปที่ระบบเครื่อง TONTO ผ่านต่อเข้าไปยังกล่องแปลงสัญญาณไฟที่คุณวิศวกรสร้างมันขึ้นมาโดยเฉพาะที่เรียกชื่อง่ายๆ ว่า "กล่องประมวลผลสมอง" (Brain Box)
หน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนนี้ จึงตกไปเป็นของหน้าที่บุคคลผู้กำลังสวมชุดหูฟัง เพื่อคอยทำการปรับสมาธิจดจ่อพิจารณาชุดกลุ่มความคิดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เสียงดนตรีที่เคลื่อนผ่านกล่อง TONTO เปลี่ยนแปลงขยับตามท่วงทำนองความคิดนั้นๆ สำหรับตัวฉันเองนั้น จะใช้รูปแบบลักษณะความคิดในแนวอย่างการพยายามส่งเสียงถามคำว่า "เพื่ออะไร" ถามย้ำเบาๆ ภายในจิตวิญญาณแห่งตัวเอง หรือการพยายามกำหนดนึกจินตนาการเปลวไฟแกนอารมณ์สีม่วงพาดผ่านสรีระการรับรู้ของร่างกาย ความตั้งจดจ่อตรงจุดเหล่านี้ช่วยเป็นเครื่องมือควบคุมระดับเสียง, อัตรา LFO, และการสกัดกรองตัดค่าสัญญาณได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นความจริงของประสบการณ์ที่ล้ำค่าและมอบแง่คิดความน่าพึงใจอย่างที่สุด
ความคิิดเห็นของคุณต่อแบรนด์บริษัทอย่าง Emotiv และแนวทางที่พวกเขากำลังทุ่มเทขยายบริการในจุดนี้เพื่อให้เทคโนโลยีทางสมองประสาทและการจัดทำรายงานวิจัยทางประสาทมีที่ยืนและขยายการศึกษาให้แก่กลุ่มผู้คนในสัดส่วนหน้าสื่อประชากรวงกว้างขึ้น?
ฉันมีความเห็นว่า บรรดาบริษัทเอกชนผู้บุกเบิกพัฒนาแนวทางนวัตกรรมในแกนนี้อย่างเช่น Emotiv ล้วนกำลังจัดเตรียมทำความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่จะมาหนุนนำการขยายกรอบการวิจัยทางประสาทและตัวสมองของพวกเรา นอกเหนือไปจากการประยุกต์เชื่อมเอาเทคโนโลยีการประสาทสมองนี้เข้ามาสู่ฟิลด์ศิลปะเพลงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์เชิงงานศิลป์แล้วนั้น ฉันยังชื่นชอบมองหาทิศทางยกระดับความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มการเติบโตผ่านทางระบบข้อมูลรวบรวมของแวดวงการจัดการวิจัยสารสนเทศทางส่วนประสาท หากมองสะท้อนย้อนทบลองหวนไปสู่ภาพการเรียนการสอนในสมัยมหาวิทยาลัย อุปสรรคงานด้านระบบการทำรายงานวิจัยเดิมย่อมมีทิศทางการเขยื้อนก้าวหน้าที่ช้ามาก และกลุ่มผู้เข้าร่วมเข้าทำกระบวนการทดลองย่อมถูกบีบรัดด้วยปัญหาเชิงระยะที่ตั้งพื้นที่แลกความสะดวกในการเดินทาง แต่ทว่า ผลงานความตั้งใจในการพัฒนาคัดสรร ชุดหูฟังวิจัยระดับสากล ของค่ายแบรนด์ Emotiv ได้มอบความก้าวล้ำในการมาทลายสลัดอุปสรรคกำแพงข้อจำกัดด้านเครื่องมือและการเข้าถึงของระบบงานทดสอบ EEG แบบทั่วไปลงไปเสียกึ่งหนึ่ง แทนที่ทีมผู้ร่วมทางทดสองเหล่านี้จักต้องขับรถบ่ายหน้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาลส่วนพื่นที่ พวกเขาเหล่านี้กลับสามารถหยิบลองนำชุดสวมศีรษะอ่านกกระแสคลื่นสมองมาวางสวมที่ศีรษะของพวกเขา และดำเนินการเปิดใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อร่วมเป็นกลุ่มประชากรขับเคลื่อนให้แก่โครงการร่วมวิจัยศึกษาด้านสมองได้ทันที มันนับเป็นหนทางแห่งโลกบริบทความจริงที่เจ๋งมากในแง่ของมุมทัศนคติของตัวฉัน
คุณได้พยายามดึงขีดสุดของเทคโนโลยีชุดอ่านคลื่นประสาทสมองสมรรถนะล้ำยุคจาก Emotiv ตลอดจนเข้าขัดเกลาทำผลงานบันทึกจำบทเพลงพิเศษยอดนิยมมาบ้าง ความเห็นสักนิดเกี่ยวกับตัวนวัตกรรมที่ส่งคุณค่าและความหมายต่อกลุ่มอาชีพผู้สร้างสรรค์ศิลปะเช่นตัวคุณเอง?
ผลงานรุ่นหูฟังทดสอบคลื่นประสาท BCI ของแบรนด์ Emotiv ช่วยเปิดประตูทางลัดที่จะเข้ามาแต่งเสริมสร้างทิศการต่อจิ๊กซอว์งานคิดสร้างสรรค์ในแนวทาางแปลกใหม่ มีมิติมุมมองรายละเอียดอยู่อีกมากมายเหลือล้นที่เราพร้อมให้เหล่าแก่นศิลปินเข้าไปทดลองลองค้นหาข้อมูลเพื่อปรับปรุงแนวคิดของตัวบทเพลงและชิ้นงานศิลปกรรมแขนงด้านนี้ และฉันใคร่อยากหนุนส่งกำลังใจให้ศิลปินท่านอื่นๆ หันมาทดลองใช้ประโยชน์ทักษะเครื่องมือทางเลือกส่วนงานดนตรีนี้เพิ่มเติม ลองหยิบจับผลงานขึ้นมาสร้างความสนุกสนานขัดเกลาฝีมือกันได้เลยนะคะ!

มิวสิควิดีโอเพลงอย่างเป็นทางการตัวใหม่ของ Angie C – Worlds Away
“Star Seeds” งานพัฒนาอัลบั้มที่คุณรอคอยเปิดตัวเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีอะไรน่าลุ้นระทึกคอยเปิดชมฟังกันบ้าง?
ฉันมีความสนุกปลื้มปริ่มมากๆ สำหรับภาพผลงานอัลบัมตัวใหม่ของตัวฉันที่พึ่งจะเดินทางเหยียบกระแสหน้าตลาดดนตรีอย่างเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ที่เพิ่งล่วงผ่านมา ตัวรายละเอียด อัลบัม นี้ผ่านกระบวนการคัดสรรร่องเสียงโดยต้องการหวังพาท่านผู้ฟังดนตรีมุ่งพาดผ่านเดินทางย่างลอยไปในแต่ละช่วงความหมาย จากอารมณ์ดนดรีที่ครึ้มหมองสุขุม ไปจนหวนจังหวะสู่ช่วงความตื่นเต้นเสรีภาพของการปลดหน่วงกิเลสทางใจ ฉันมีทักษะสไตล์โปรดปรานเป็นการชอบใช้การเขียนคำล้อเลียนความนัยซ้อนแฝงลงไปในตอนเขียนกลอนเนื้อเพลงคำร้อง จึงส่งผลให้มีพวกข่าวสารรายละเอียดเนื้อหาข้อความแฝงแร่นัยยะเร้นกายอยู่ในส่วนเนื้อเพลงคำพูดทำนองเพลงจำนวนมาก ฉันนับว่าเป็นแฟนผลงานเดนตายของนักปราชญ์ปัญญาชนกระเดื่องนามเฉกเช่นท่าน Rumi โดยในบทประพันธ์ของพวกท่านเหล่านี้ แค่เพียงคุณได้อ่านผ่านช่วงถ้อยคำสั้นๆ ไปไม่นาน แต่ย่อมได้รับอิทธิพลเชิงธรรมะปรีชาญาณลุ่มลึกยกระดับแก่จิตวิญญาณได้พรั่งพรู หากท่านอนุญาตหงายผ่อนอารมณ์กายใจเพื่อลงลอยนึกระลึก ไตร่ตรองและเข้าเพียรภาวนาสมาธิ นั่นเป็นจุดหลักการที่ตัวฉันเฝ้าหมั่นตั้งพยายามเขียนถักทอเข้าไว้ในงานชิ้นอัลบั้มดนตรีนี้
ในส่วนของทำนองเสียง ฉันขอจัดงานในชิ้นงานอัลบั้มหมวดบทเพลงนี้ให้อยู่ในกลุ่มแนวเพลง อิเล็กโทรป๊อป (Electro-Pop) แต่พวกเราก็ได้หยิบคุณสมบัติเด่นของเสียงจังเปียโนที่จูนคุมเสียงจากพลังคลื่นสมองแฝงเสริมมาประยุกต์เพิ่มเติมด้วยอย่างสนุกทีเดียว มีเครื่องเปียโนกลไกเสียงของแบรนด์ John Broadwood Acoustic Grand Piano ปี 1900 ตั้งอยู่ตรงซีกเดียวกันกะชุดกล่องคุมเสียง TONTO ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินเปิดวิชากดอัดทำนองจากเปียโนตัวนั้น และพ่วงพาสายส่งสัญญาณมาผ่านตัวตัวรับคัดสัดฟิลเตอร์ของระบบเครื่อง TONTO เข้าขัดเกลาร่องจังหวะคุมด้วยกระแสเส้นสมองของพวกเรา ซึ่งผลกระบวนการทำงานเป็นการทดลองแนวพิจารณาวิเคราะห์ที่สนุกดุดันอย่างยิ่งและคืนของรางวัลส่งกลับออกมาเป็นท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีเสน่ห์ลุ่มลึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และแน่นอนว่า เป็นอีกหนึ่งพล็อตประวัติการทำงานผลงานเพลงที่วิเศษยอดเยี่ยมที่สุด
คุณยังคงเน้นงานสร้างสรรค์ตามแนวดนตรีและสไตล์การทำเพลงดั้งเดิมของคุณอยู่หรือไม่ หรือว่ามีองค์ประกอบการทดลองและเรื่องน่าประหลาดใจใหม่ๆ สอดแทรกเอาไว้มากขึ้นในอัลบั้ม “Star Seeds” นี้?
รู้ไหมคะ ฉันรู้สึกว่าในที่สุดฉันก็ได้ "ค้นพบ" สไตล์เสียงทางศิลปะที่เป็นตัวตนของฉันจริงๆ จากการสร้างสรรค์อัลบั้ม "Star Seeds" นี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เขียนและบันทึกเสียงทั้งในรูปแบบดนตรีสไตล์นักร้อง-นักแต่งเพลง หรือไม่ก็ทำหน้าที่ร้องนำระดับท็อปไลน์ให้กับวงการเพลงแดนซ์อิเล็กทรอนิกส์ ฉันคิดว่าการสร้างสรรค์อัลบั้มนี้ช่วยให้ฉันได้หลอมรวมสไตล์ดนตรีทั้งสองแนวนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ตรงกลางซึ่งให้ความรู้สึกไพเราะน่าฟังอย่างแท้จริง และสำหรับสิ่งนี้ ฉันต้องขอขอบคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยค่ะ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากในการช่วยให้บรรดาศิลปินค้นพบสไตล์เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งมันไม่เพียงขึ้นอยู่กับการเลือกสไตล์ดนตรีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอีกด้วย
การใช้เพียงแค่จิตคิดเพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี มันอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินจริงสำหรับผู้คนจำนวนมาก แต่ทว่านั่นคือเส้นทางที่นักดนตรีและป๊อปสตาร์อย่าง Angie C ได้เลือกเดิน ในฐานะคนรักดนตรีและวิทยาศาสตร์ - Angie Coombes (หรือที่รู้จักกันในนาม Angie C) ได้ค้นพบวิธีที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมความหลงใหลทั้งสองของเธอเพื่อสร้างสิ่งที่มีเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ด้วยอัลบั้มล่าสุดของเธอ "Star Seeds" ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ Angie C ได้พูดคุยกับ Emotiv เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับดนตรีและการใช้อุปกรณ์ประสานสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI) เพื่อสร้างสรรค์แนวดนตรีและสัญญานเสียงที่พิเศษสุดๆ ซึ่งเธอเชื่ออย่างหมดใจว่านี่อาจเป็นอนาคต
ความหลงใหลในดนตรีของคุณ คุณคิดว่ามันมาจากไหน?
ความหลงใหลในดนตรีของฉันย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ฉันอายุประมาณ 3 ขวบ ตอนที่คุณแม่พาฉันไปเข้าเรียนวิชาดนตรี ฉันจำได้ว่าฉันเล่นเปียโนติดต่อกันได้เป็นชั่วโมงๆ และชอบการแต่งเพลงและทำนองเพลงของตัวเอง พ่อแม่ของฉันก็เป็นนักดนตรีทั้งคู่ โดยคุณแม่เป็นนักร้อง และคุณพ่อเล่นกีตาร์
คุณช่วยเล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็ก ที่สมองของคุณสว่างไสวเหมือนต้นคริสต์มาสหลังจากได้ยินสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นดนตรีที่สมบูรณ์แบบ ได้หรือไม่?
แน่นอนค่ะ ช่วงเวลาที่ได้ยินเพลง Moonlight Sonata ของ Beethoven ตอนนั้นฉันอายุ 8 ขวบ และฉันได้ขอร้องให้คุณครูสอนเปียโนสอนฉันเล่นเพลงนี้ ดนตรีชิ้นนั้นเปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย ทุกครั้งที่ฉันได้เล่นมัน มันจะพาฉันไปยังอีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว
คุณช่วยขยายความเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรักทั้งสองสิ่ง นั่นคือ ดนตรีและวิทยาศาสตร์ และสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจินตนาการได้อย่างไร?
ดนตรีและวิทยาศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดอย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องจังหวะและเวลาทางดนตรีนั้นได้รับได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เด็กๆ พัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ได้ตั้งแต่เยาว์วัย อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ดนตรีมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมากตรงที่มันช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองทั้งหมด ไม่ใช่แค่สมองซีกซ้ายหรือซีกขวาซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น ตามประเพณีแล้วเราเคยมองว่าวิทยาศาสตร์และดนตรีเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องและแยกจากกัน แต่สำหรับฉัน นั่นเป็นทัศนะที่แคบมาก และเราต้องเปลี่ยนเรื่องนั้นในสังคมของเรา ระบบการศึกษาเกือบจะมองว่าดนตรีและศิลปะไม่มีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ในความคิดของฉัน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมอง เพราะช่วยให้สมองโดยรวมทำงานอย่างประสานสอดคล้องกัน

Angie C มีความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในการผสมผสานดนตรีเข้ากับวิทยาศาสตร์
คุณเคยอยากเป็นหมอ แต่ปัจจัยต่างๆ ทำให้คุณไม่สามารถทำตามความฝันนั้นได้ อย่างไรก็ดี จากการผสมผสานดนตรีและวิทยาศาสตร์ได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คุณได้พบหนทางที่จะเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ดีที่สุดของทั้งสองโลกนี้แล้วหรือยัง?
ใช่ค่ะ ได้พบแล้วแน่นอน! การผสมผสานระหว่างดนตรีและวิทยาศาสตร์นำความสุขมาให้ฉันมากมาย มันช่วยผลักดันให้ฉันคิดนอกกรอบในหลายๆ ระดับ เพื่อความซื่อสัตย์ เมื่อฉันเริ่มโครงการใหม่ ฉันจะเริ่มต้นจากจินตนาการสร้างสรรค์ทางศิลปะก่อนเป็นอันดับแรก แทนที่จะมองในแง่มุมของตรรกะและวิทยาศาสตร์อย่างเดียว ฉันจะทำสิ่งตางๆ เช่น การสเก็ตช์ภาพการออกแบบ หรือการเขียนอธิบายว่าชิ้นส่วนต่างๆ ของโปรเจ็กต์จะเข้ากันได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือทุกครั้งที่ฉันทำแบบนี้ ผู้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือทักษะที่เกี่ยวข้องจะปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของฉันราวกับมีเวทมนตร์ พวกเขาสนใจในหัวข้อนี้ และต่อมาเราก็มาร่วมมือกันเพื่อสร้างโปรเจ็กต์ให้เกิดขึ้นจริง มันเป็นกระบวนการที่สนุกมากจริงๆ และเปิดโอกาสให้เราได้เชื่อมโยงสาขาที่ดูเหมือนจะแยกจากกันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ
รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการใช้อุปกรณ์ BCI มารังสรรค์และเล่นดนตรี?
มันให้ความรู้สึกที่น่าทึ่งและน่าตื่นเต้นมาก! ฉันยังจำวันที่ฉันได้รู้จักเว็บไซต์ Emotiv ในปี 2014 ได้เป็นอย่างดี ฉันพบว่าบริษัทนี้ได้พัฒนาชุดหูฟัง EEG แบบพกพา ก่อนหน้านั้นประมาณ 6 เดือน ฉันได้เกิดความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้เสียงคลื่นสองความถี่ (binaural beats) เพื่อควบคุมอาการชักในผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู ฉันตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะศึกษาเรื่องเช่นนี้ได้คือการเรียนต่อปริญญาโทหรือเอก ทั้งนี้เพื่อให้เข้าถึงอุปกรณ์ EEG ในโรงพยาบาลได้ ซึ่งฉันไม่ได้สนใจที่จะกลับไปเรียนในมหาวิทยาลัยขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อฉันได้พบ Emotiv ฉันจึงตื่นเต้นมากเกี่ยวกับศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานทั้งหมดของเทคโนโลยีใหม่นี้ ถึงแม้ว่าฉันจะยังไม่ได้ทดลองใช้คลื่นเสียง binaural beats สำหรับอาการชัก แต่ฉันก็ยังคงเพลิดเพลินกับการได้นำสิ่งต่างๆ มุ่งไปในทิศทางสร้างสรรค์มากขึ้น - โดยการใช้ชุดหูฟัง Emotiv EEG ในพื้นที่ของศิลปะแฟชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและดนตรี
คุณเป็นคนแรกที่ใช้อุปกรณ์ BCI (ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv) ร่วมกับเครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ในระดับตำนาน รู้สึกอย่างไรบ้างที่สามารถควบคุมเสียงดนตรีที่ดังออกมาจาก TONTO โดยใช้เพียงแค่พลังความคิดของคุณ?
มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อมาก! พูดตรงๆ เลยก็คือ มันยังมีความไม่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่งเลยก่อนที่จะถึงวันที่เราทดสอบอย่างเป็นทางการกับ TONTO คุณ Mitchell Claxton วิศวกรของเรา ทำงานด้านเทคโนโลยีนี้ในแวนคูเวอร์กับเครื่องสังเคราะห์เสียงอนาล็อกขนาดเล็ก ส่วนตัวฉันและโปรดิวเซอร์เพลงอยู่ที่คัลการีเพื่อช่วยกันทำเดโมเพลงคร่าวๆ เราคุยกันเรื่องขั้นตอนการบันทึกเสียงกับทีมช่างเทคนิคที่ Studio Bell ซึ่งเป็นที่ตั้งของ TONTO

ป๊อปสตาร์ Angie C ในเรื่องของ BCI และศิลปะดนตรี – ชุดหูฟัง EPOC ของ Emotiv & เครื่องสังเคราะห์เสียง TONTO ระดับตำนานคือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อพวกเราทุกคนได้มาพบกันที่ Studio Bell เพื่อทำการทดสอบในวันนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราทุกคนได้อยู่ในห้องเดียวกันพร้อมกับ TONTO พวกเราทุกคนต่างลดลมหายใจลงระหว่างเริ่มการติดตั้งเซ็ตอัปอุปกรณ์ต่างๆ แต่แล้วเมื่อเสียงที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเริ่มต้นออกมาจาก TONTO เป็นครั้งแรก ฉันจำได้ว่า Mitchell ชูมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้าแล้วพูดว่า "มันใช้ได้ผล! มันได้ผลจริงๆ ด้วย!" นั่นเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจมากๆ สำหรับพวกเราทุกคน
“TONTO, BCI และเสียงดนตรี – ความรู้สึกนั้นมันเหลือเชื่อจริงๆ”
สำหรับความรู้สึกในการควบคุม TONTO ด้วยความนึกคิดของฉันเองนั้น มันน่าสนใจมาก ฉันต้องฟังการเปลี่ยนแปลงของดนตรีและต้องวิเคราะห์จังหวะความคิดที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไปพร้อมๆ กัน จากนั้นฉันต้องฝึกโฟกัสที่ความคิดเหล่านั้นเพื่อทำให้เกิตการเปลี่ยนแปลงในเสียงดนตรี ตัวอย่างเช่น ฉันสามารถควบคุมอัตราการตอบสนองของเครื่องกำเนิดสัญญาณความถี่ต่ำ (LFO) บน TONTO ได้โดยการจินตนาการถึงเปลวไฟสีม่วงที่กำลังพาดผ่านร่างกายของฉัน ในขณะที่ Jane เพื่อนของฉันสามารถควบคุมการทำงานด้านความถี่และการตัดสัญญาณเสียงได้จากการจินตนาการว่ากำลังโบยบินผ่านกาแล็กซี ตัวชี้วัดทางความคิดจะเป็นเอกอักษณ์ของแต่ละบุคคลที่ทดลองสวมใส่ชุดหูฟัง ฉันคิดว่ามันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ใช้ปลายทางเพราะทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองเฉพาะตัวของพวกเขาได้ โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบคลื่นสมองของตนเอง
มีการรายงานข่าวอย่างมากเกี่ยวกับการบันทึกเสียงของคุณด้วย TONTO โดยใช้เครื่องมือ BCI เพื่อสร้างสรรค์เสียงดนตรี การตอบรับในกลุ่มคนวงในทางดนตรีเป็นอย่างไรบ้าง?
จนถึงขณะนี้ การตอบรับค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มคอมมูนิตี้ผู้สร้างสรรค์ (Maker) และเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synth) มันได้รับการต้อนรับที่ดีมากๆ ในงานเทศกาลดนตรี Maker Music Festival ในปีนี้ และได้ออกแสดงในงาน Maker Faire Shenzhen ด้วย ฉันคาดหวังว่าความสนใจจะเพิ่มขึ้นจากการออกอัลบั้มใหม่ของฉัน เพราะมันเต็มไปด้วยเสียงเพลง TONTO ที่ควบคุมโดยคลื่นสมอง ฉันหวังว่านี่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ และศิลปินต่างๆ ทั่วโลกได้ค้นพบหนทางใหม่ๆ สู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ และแน่นอน ฉันหวังว่านี่จะฉายแสงให้เห็นถึงวิทยาศาสตร์ทางสมอง (Neuroscience) และวิทยาการอันก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology) เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด!
เคยมีและยังคงมีกระแสต่อต้านบ้างบางส่วนเมื่อเป็นเรื่องของการหลอมรวมเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงเพลง คุณจะมีข้อความใดฝากถึงบรรดาผู้คัดค้านเหล่านั้นบ้าง?
นั่นเป็นคำถามที่ดีค่ะ ฉันคิดว่าเป็นเพราะนี่ยังถือเป็นแนวคิดที่ใหม่มาก มันจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าผู้คนรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การควบคุมจิตใจ หรือกังวลว่าคนอื่นจะ "รู้" ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันไปโชว์ชุดเดรส LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมอง (มีชื่อเรียกว่า Musethereal) ผู้คนจำนวนมากดูเหมือนจะตระหนกตกใจกับความคิดที่ว่ามีคนอื่นสามารถรู้สิ่งที่พวกเขาคิดได้ แต่ทว่านั่นไม่ใช่คุณลักษณะในการทำงานของเทคโนโลยี EEG แน่นอนว่าเราเห็นรูปแบบของกิจกรรมไฟฟ้าทางกระแสสมองได้ด้วยเทคโนโลยี EEG แต่เราไม่สามารถนำมันมาใช้อ่านความคิดที่แท้จริงในสมองของคนได้
“เมื่อ Neurotech, BCI และ ดนตรี มารวมเข้าด้วยกัน ย่อมก่อประโยชน์ในหลายๆ ด้าน”
สำหรับการรวมเอาเทคโนโลยีระบบประสาทเข้ากับเสียงดนตรี ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีความทุพพลภาพทางร่างกายและไม่สามารถที่จะเล่นเครื่องดนตรีแบบเดิมได้ สิ่งนี้เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับพวกเขาได้อย่างแน่นอน และยังจะช่วยนำความสุขมาสู้ชีวิตของพวกเขามากขึ้นผ่านการสร้างสรรค์และแสดงออกผ่านตัวตนของอุปกรณ์สื่อนำส่งแบบใหม่นี้
ฉันยังคิดอีกว่านี่ส่งผลในเชิงบวกที่น่าตื่นเต้นให้แก่ผู้ผลิตผลงานเพลง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วหลังจากได้ไปร่วมงานปาร์ตี้เพลงประเภทแดนซ์ ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับทำนองเพลงแนวทรานซ์ที่เพราะมากๆ ในหัว แต่ฉันไม่มีทางเลือกที่จะนำมันออกมาสู่โลกความจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาและพลังงานมากมายในการแต่งทำนองนั้นขึ้นมา ต่อมาในวันเดียวกัน ฉันได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ดีเจโปรดิวเซอร์และฉันพูดเปิดประเด็นว่า "ฉันอดใจรอไม่ไหวให้ถึงวันที่เราสามารถคิดเสียงดนตรีให้ออกมาเป็นเพลงได้จริงๆ" ในตอนนั้นฉันแค่พูดเล่นๆ ครึ่งเดียว แต่ตอนนี้เมื่อฉันเริ่มแต่งเพลงได้จากคลื่นสมองแล้ว ฉันจึงขอบอกเลยว่า "การเปลี่ยนความคิดเป็นเสียงดนตรี" ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้รับการยอมรับในหนทางการทำงานแห่งอนาคต
คุณมองอนาคตไว้อย่างไร หากเปรียบเทียบในแง่ของดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาทเข้าด้วยกัน?
ในอนาคต ฉันทัศนาภาพของผู้คนที่มานั่งลงที่หน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมสวมใส่ชุดหูฟังคลื่นสมอง/ อุปกรณ์ BCI และใช้มันเป็นเครื่องมือในสำหรับการแต่งเพลง ฉันคิดว่าพัฒนาการในแนวทางของเทคโนโลยีระบบประสาทและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฉันมองว่าสองสิ่งนี้จะหลอมรวมกันไปเพื่อสร้างระบบอัลกอริทึมสำหรับคาดการณ์โทนเสียงดนตรี

Angie C เชื่อว่า อนาคตของงานดนตรี อยู่ในเรื่องของ BCI และเทคโนโลยีระบบประสาท (Neurotechnology)
ตัวอย่างเช่น หากเรามองไปในส่วนของวิทยาการระบบรังสีรักษา เราก็รู้ว่า AI สามารถช่วยตรวจหามะเร็งเต้านมได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าสายตาของมนุษย์เราเองเสียอีก หากเรานำเอาความสามารถเช่นนั้นมาปรับใช้กับเสียงดนตรีและเทคโนโลยีระบบประสาท มันย่อมมีเหตุผลที่ว่า ณ วันหนึ่ง มนุษย์เราจะสามารถคิดถึงเสียงกลองสแนร์ และเทคโนโลยี AI ก็จะสามารถเข้ามาช่วยตรวจจับรูปแบบของคลื่นสมองในส่วนนั้นได้ พร้อมรับรู้ว่า "เฮ้ นี่คือจังหวะของกลองสแนร์" และส่งต่อไปยังระบบการตัดต่อทำเพลงในระบบคอมพิวเตอร์ (DAW) เช่น Logic Pro หรือ ProTools เป็นต้น เพื่อพิมพ์สร้างรูปแบบสัญญาณข้อมูลเสียงแบบ MIDI สำหรับจังหวะเสียงสแนร์นั้นได้เลย มันอาจฟังดูเหมือนยากจะเชื่อ แต่ฉันแน่ใจว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นไปได้อย่างแน่นอนในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI ในวงการดนตรี อาจมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ที่มีทักษะสร้างสรรค์พิเศษโดยส่วนตัวเป็นอย่างยิ่ง คุณคิดว่าประเด็นอุปกรณ์ BCI หรือเทคโนโลยีรูปแบบนี้จะช่วยพลิกฟื้นมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับการแต่งและการรับฟังเสียงดนตรีในกลุ่มผู้ที่ต้องการการดูแลในรูปแบบพิเศษ มากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า Neurotech และการใช้อุปกรณ์ BCI จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ เป็นจำนวนมากให้แก่กลุ่มผู้คนคนพิเศษเหล่านี้ อันที่จริงแล้ว มันได้เกิดขึ้นแล้วค่ะ ดร. Adam Kirton ซึ่งเป็นกุมารแพทย์โรคระบบประสาทในเมืองคัลการี รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ได้ก่อตั้งโครงการที่ชื่อว่า BCI4Kids ขึ้นมา พวกเขาพยายามช่วยพาเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษให้ได้เชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เฟซของสมองและคอมพิวเตอร์ ตลอดจนทำการวิจัยเพื่อค้นหาวิธีนำอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานเพื่อปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่เด็กๆ และครอบครัวของพวกเขา เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า John ได้พยายามใช้อุปกรณ์ BCI เพื่อรังสรรค์ภาพวาดจากความคิดทางจิตนาการของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์อย่างเหลือเชื่อ! ช่องทางบัญชี Instagram ของเขาคือ @brainpaintbyjohn เผื่อว่าคุณอยากลองเข้าไปส่องเพื่อรับชมภาพผลงานของเขา
ฉันได้พูดคุยเบื้องต้นกับ ดร. Kirton และทีมงานของเขาเกี่ยวกับเรี่องการแต่งเพลงแบบสมองสั่งการ ฉันตื่นเต้นมากเป็นที่สุดที่จะรอดูว่าเราจะสามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์อันใดได้บ้างร่วมกับ BCI4Kids
ข้อดีของการหยิบใช้อุปกรณ์ BCI มาช่วยสร้างสรรค์เสียงดนตรีคืออะไรบ้าง? และมีจุดที่แตกต่างไปจากวิธีการทำงานในกระบวนการดั้งเดิมมากน้อยเพียงใด?
ฉันคิดว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของการสรรสร้างงานดนตรีด้วยอุปกรณ์ BCI นั่นคือ การขจัดความจำเป็นที่ต้องมาคอยบรรเลงหยิบจับชิ้นเครื่องดนตรีจริงๆ สมองมีความงดงามเป็นพิเศษอย่างยิ่ง และมีพื้นที่มากมายที่เราสามารถจินตนการในใจของเราได้ ฉันรู้สึกอย่างแท้จริงว่า เทคโนโลยี BCI จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกพรมแดนใหม่ๆ แห่งโลกดนตรี ทั้งคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉัน และตัวฉันเองล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า เราได้สัมผัสช่วงเวลามหัศจรรย์สลักสำคัญที่สุดในสายงานดนตรีของเราจากการหยิบชุดหูฟัง BCI นี้นำมาใช้งานพัฒนาผลงานเพลง
คุณเห็นว่า วิถีทางการทำงานแบบนี้จะเป็นสิ่งที่เข้ามาปฏิวัติตลาดดนตรีโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
ฉันคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว มันจะกลายเป็นเรื่องมาตรฐานปรกติทั่วไปที่จะนำอุปกรณ์ BCI มาช่วยประพันธ์เนื้อเพลง เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วและพัฒนาต่อยอดได้จากสิ่งที่มีอยู่ในอดีต หากลองคิดดูเล่นๆ มันเพิ่งจะผ่านมาเพียงแค่ 40-50 ปีนับตั้งแต่ที่เคยมีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวางขายสู่ท้องตลาดครั้งแรก และณ วันนี้เรามีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่เราแทบทุกคนแทบจะพกพาไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังกันได้แบบสบายๆ - มันน่าเหลือเชื่อมาก ฉันคิดว่าเมื่อผู้คนเริ่มมีความเข้าใจยอมรับมากขึ้นในก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระบบ BCI การทำงานบูรณาการกันที่หยั่งลึกลงกว่าเดิมระว่างเรื่องของเทคโนโลยีระบบประสาท งานพัฒนาซอฟต์แวร์ และระบบ AI จะไม่มีข้อกังขาใดๆ เลยในหัวใจของฉันว่า การใช้เครื่องมือแนวทางนี้รังสรรค์ดนตรีจะช่วยเป็นเป้าหมายหลักในบรรยากาศผลงานเครื่องสร้างสรรค์เพลงในท้ายที่สุด
คุณทำให้เป็นกระแสฮือฮา (ขออภัยหากเล่นคำ) ในจังหวะที่ชุดเดรสไฟ LED ที่ควบคุมด้วยคลื่นสมองได้รับการนำมาจัดโชว์ในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016 ในเวลานั้นตลอดช่วง 5 ปีให้หลังจากนั้นไป คุณคิดว่าเทคโนโลยีทางประสาทก้าวหน้าไปไกลมากน้อยเพียงใดแล้ว? และอะไรคือสิ่งที่คุณเชื่อว่าจะเป็นขีดความสามารถที่จะเป็นความไปได้ในอนาคต สำหรับสายงานที่สำคัญนี้? ทั้งในมุมของผลงานดนตรีและในภาพกว้าง?
ฮ่าๆ เป็นการเลือกคำได้เฉียบมากค่ะ 🙂 ฉันอยากบอกว่า ตัวฉันเองมีความตกตะลึงอย่างยิ่งต่อพัฒนาการก้าวไปข้างหน้าของเทคโนโลยีระบบประสาทนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดิมทีที่ฉันพึ่งเริ่มลองฝึกทำงานร่วมกับชุดสายรัดอุปกรณ์คลื่นสมอง Emotiv EPOC+ ในปี 2016 ซึ่งในขณะนั้น เทคโนโลยีการบูรณาการระบบซอฟต์แวร์ของ Emotiv ดูเหมือนจะครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากว่าแอปพลิเคชันอื่นๆ หนึ่งในมุมการออกแบบทที่เราให้พิจารณาสำหรับชุดเดรส LED คุมด้วยความคิดนั่นคือ เรื่องของการต้องเลือกหาระบบประมวลผลทางคอมพิวเตอร์แบบที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก
ระบบเดสก์ท็อปของ Emotiv ในส่วนของ โปรแกรมซอฟต์แวร์ ค่อนข้างเพียบพร้อมรอบด้าน แต่ทว่าการต้องมาแบกแล็ปท็อปพกพาขึ้นหลังเดินแบบบนรันเวย์ ดูเหมือนจะไม่ใช่การเดินแฟชั่นที่สวยงามนัก ดังนั้น วิศวกรของเราจึงพัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ที่จะสามารถรับช่วงประมวลผลข้อมูลสัญญาณที่ได้จากชุดสวมใส่ศีรษะ EPOC+ และป้อนต่อข้อมูลประมวลไปยังชุดไมโครคอนโทรลเลอร์ที่ต่อสายไฟเพื่อเข้าคุมดวงไฟ LED ตกแต่งตามเดรสเสื้อผ้า ทั้งชุดไมโครคอนโทรลเลอร์และเครื่อง Android ต่างถูกนำไปซ่อนจัดเก็บไว้ที่ตำแหน่งกระเป๋าเสื้อผ้าตรงหลังชุดได้อย่างเรียบร้อยหมดจด

ชุดเดรสแฟลช LED ทำงานสั่งการด้วยคลื่นสมอง (ที่มีขุมพลังเชื่อมร้อยผ่านอุปกรณ์ BCI) ได้รับการโชว์เปิดตัวในงาน MakeFashion Wearable Technology Gala ในปี 2016
“Emotiv EPOC X ของแบรนด์ มีรูปลักษณ์ที่โดนใจมากจริงๆ”
ตัดกลับมาที่บรรยากาศปัจจุบัน - ชุดตัวผลิตภัณฑ์สินค้าและงานจัดทำซอฟต์แวร์การใช้งานของทาง Emotiv ได้ช่วยดันส่งให้ตัวบริษัทไปยืนเป็นเบอร์หนึ่งในส่วนของกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบบประสาท ตัวฉันเองพึ่งจะทำการสั่งจองชุดรัดศีรษะแบบ Epoc X รุ่นใหม่ล่าสุด แล้วฉันก็รอไม่ไหวที่จะเริ่มแกะผลิตภัณฑ์ออกมาทดลองเล่นสนุกสนานแกะเรียนรู้งานกันแล้วค่ะ!
หากพูดถึงความน่าจะเป็นไปในอนาคตสำหรับแขนงการทำงานที่สำคัญยิ่งส่วนนี้ ฉันเชื่อว่าตอนนี้พวกเราพึ่งพาร่วมสัมผัสตรงจุดสตาร์ทเริ่มต้นไปสู่ศักยภาพใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นข้างหน้า ย้อนกลับไปตอนที่ฉันพึ่งเรียนวิชาประสาทวิทยา (Neuroscience) ที่มหาวิทยาลัย Dalhousie University ในปี 2002 ตัวฉันเองยังทึ่งว่า แขนงการทำงานด้านประสาทส่วนงานสมองยังมีมิติเรื่องราวที่เราอาจจะยังต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่อีกมาก มันเหมือนจุดเฉียดความคิดประหลาดใจแก่ฉัน เพราะสายงานด้านอื่นๆ ในด้านการแพทย์ทางวิทศาสตร์ล้วนพัฒนาไปได้ไกลสุดกู่ แต่ทำไมเราถึงพึ่งจะมีพลังและเกิดความกระหายอยากไขความลับเชิงลึกถึงสมองมนุษย์กันในช่วงระยะหลังมานี้เองกันนะ?
“การออกสำรวจค้นหาความลึกลับของจิต ผ่านระบบ Neurotech”
คุณคงอาจจะคิดว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นจุดที่น่าดึงดูดใจของใครหลายคน เพราะว่าสมองคือระบบอวัยวะที่คอยนิยามลักษณะความเป็นรูปกาย...ความเป็นมนุษย์ของเรา แต่เพื่อเหตุประการใดก็ตาม บางทีเนื่องจากมุมมองเดิมที่ว่าเรื่องนี้คงมีกลไกโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง จนมาถึงจุดนี้ เราถึงพึ่งเริ่มต้นพัฒนาเชิงลึกสร้างความเข้าใจในการจัดแจงความคิดและการทำงานทางประสาทกัน แน่นอนว่า เครื่องมือประสานอย่าง BCI ย่อมเข้ามามีส่วนช่วยได้อย่างมาก ฉันคิดว่า การได้ออกสำรวจเรียนรู้เรื่องจิตผ่านทางระบบเครื่องมือสื่อสารทางระบบประสาท เราจะได้เข้าใจพฤติกรรมตัวตนการกระทำธรรมชาติของพวกเราได้ดีขึ้นอย่างดีที่สุดในท้ายที่สุด ฉันคิดว่าจะเป็นความอิมแพคที่สูงมากที่ได้เรียนรู้จุดและทางลัดเพื่อมา "แฮก" ขุมพลังสมองของเรา เพื่อช่วยขยับไประดับที่มีภูมิปัญญาควบคู่กับความผลสำเร็จสูงสุดขึ้นไปอีกขั้น
คุณช่วยสรุปอธิบายให้แก่ผู้รับฟังผลงานเพลงของคุณทราบเกี่ยวกับประเด็นมิดิมุมแต่งบางอย่างในท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีรอยต่อเติมมาจากการใช้อุปกรณ์ BCI ควบคุมอย่างไรบ้าง? และวิธีการรังสรรค์เสียงเพลงในจังหวะแบบนี้นั้นมีแนวคิดมาจากไหน?
องค์ประกอบทุกเรื่องราวในงานอัลบั้มของฉัน ล้วนสอดแทรกรายละเอียดคุณลักษณะเด่นจากการประยุกต์ร่วมกับ TONTO และคุมสัญญาณผ่านความถี่สมอง เนื่องจากพวกเรามีเวลาทำงานจำกัดในการบันทึกเทปเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ทางเราจึงต้องจดจ่อสร้างแผนงานที่รัดกุมพร้อมเตรียมวางไอเดียว่าควรทำเพลงใดก่อนหลัง ตัวอย่างเช่น เพลงแรกสุดในหมวดอัลบั้มนี้อย่าง Magnum Cherry จะนำเอาการทำงานคุมสัญญาณช่วงความถี่เสียงนำมาจากเครื่อง TONTO คุมจากพลังสมองพาดทับทำเพลงแนวซินธ์ในช่วงท้ายบทเพลง และในส่วนเพลง ‘Worlds Away’ จะนำเสนอแนวดนตรี "Brainwave Solo" ในช่วงจังหวะท่อนเพลงตรงช่วงกลางที่ให้อารมณ์ฟังคล้ายเสียงยานอวกาศพร้อมเทคออฟพุ่งเร่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา และเรายังได้พยายามไปทดลองหยิบเอามาผสมผสานกับการทำงานคุมเสียงดีดคีย์บอร์ดเปียโนจากกระแสสมองและพวกโทนจังหวะคลื่นเสียงสองความถี่ (Binaural Beats) แทรกลงเสริมเป็นกระสายในสไตล์เพลงลำดับอื่นในหมวดอัลบั้มนี้เพิ่มเติม
ความคืบหน้ากระบวนการสร้างและทำงานเพลงร่วมกับชิ้นเครื่องมือ BCI เริ่มได้รับการใช้งานแพร่หลายมากขึ้น
“ในจิตของฉันมองจินตนการถึงแสงเปลวคลื่นสีม่วง”
ส่วนเรื่องกระบวนการดำเนินงานทำเพลง ทางเราได้อาศัยการประยุกต์เอานวัตกรรมที่อ่านสภาวะอารมณ์จากตัวชุดเครื่องมือ Emotiv มาเชื่อมต่อเพื่อเข้าทดสอบความเข้มของสัญญาณและแปลงแรงส่งสัญญาณเข้าไปจัดหมวดทงโทนเพลง TONTO โดยทางวิศวกรวิทระบบของเราได้ร่วมกันสร้างตัวชุดแอปพลิเคชันรับสัญญาณและวิเคราะห์ว่าระบบอารมณ์ตัวดัชนีชี้วัดข้อมูลในทิศทาง (อาทิ ความกดดัน, บรรยากาศมีส่วนร่วมจดจ่อ, ความสนุกพลุ่งพล่านตื่นเต้น) จุดใดที่มีระดับความเคลื่อนไหวขยับขึ้นลงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ แก่ผู้สวมใส่เครื่องสแกนศีรษะอยู่ จากในท้ายลำดับจึงดึงข้อมูลมาคัดกรองป้อนต่อสัญญาณจ่ายควบคุม (Control Voltage) นำพุ่งตรงไปที่ระบบเครื่อง TONTO ผ่านต่อเข้าไปยังกล่องแปลงสัญญาณไฟที่คุณวิศวกรสร้างมันขึ้นมาโดยเฉพาะที่เรียกชื่อง่ายๆ ว่า "กล่องประมวลผลสมอง" (Brain Box)
หน้าที่ความรับผิดชอบในส่วนนี้ จึงตกไปเป็นของหน้าที่บุคคลผู้กำลังสวมชุดหูฟัง เพื่อคอยทำการปรับสมาธิจดจ่อพิจารณาชุดกลุ่มความคิดที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ซึ่งจะส่งผลให้เสียงดนตรีที่เคลื่อนผ่านกล่อง TONTO เปลี่ยนแปลงขยับตามท่วงทำนองความคิดนั้นๆ สำหรับตัวฉันเองนั้น จะใช้รูปแบบลักษณะความคิดในแนวอย่างการพยายามส่งเสียงถามคำว่า "เพื่ออะไร" ถามย้ำเบาๆ ภายในจิตวิญญาณแห่งตัวเอง หรือการพยายามกำหนดนึกจินตนาการเปลวไฟแกนอารมณ์สีม่วงพาดผ่านสรีระการรับรู้ของร่างกาย ความตั้งจดจ่อตรงจุดเหล่านี้ช่วยเป็นเครื่องมือควบคุมระดับเสียง, อัตรา LFO, และการสกัดกรองตัดค่าสัญญาณได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นความจริงของประสบการณ์ที่ล้ำค่าและมอบแง่คิดความน่าพึงใจอย่างที่สุด
ความคิิดเห็นของคุณต่อแบรนด์บริษัทอย่าง Emotiv และแนวทางที่พวกเขากำลังทุ่มเทขยายบริการในจุดนี้เพื่อให้เทคโนโลยีทางสมองประสาทและการจัดทำรายงานวิจัยทางประสาทมีที่ยืนและขยายการศึกษาให้แก่กลุ่มผู้คนในสัดส่วนหน้าสื่อประชากรวงกว้างขึ้น?
ฉันมีความเห็นว่า บรรดาบริษัทเอกชนผู้บุกเบิกพัฒนาแนวทางนวัตกรรมในแกนนี้อย่างเช่น Emotiv ล้วนกำลังจัดเตรียมทำความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่จะมาหนุนนำการขยายกรอบการวิจัยทางประสาทและตัวสมองของพวกเรา นอกเหนือไปจากการประยุกต์เชื่อมเอาเทคโนโลยีการประสาทสมองนี้เข้ามาสู่ฟิลด์ศิลปะเพลงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์เชิงงานศิลป์แล้วนั้น ฉันยังชื่นชอบมองหาทิศทางยกระดับความก้าวหน้าที่มีแนวโน้มการเติบโตผ่านทางระบบข้อมูลรวบรวมของแวดวงการจัดการวิจัยสารสนเทศทางส่วนประสาท หากมองสะท้อนย้อนทบลองหวนไปสู่ภาพการเรียนการสอนในสมัยมหาวิทยาลัย อุปสรรคงานด้านระบบการทำรายงานวิจัยเดิมย่อมมีทิศทางการเขยื้อนก้าวหน้าที่ช้ามาก และกลุ่มผู้เข้าร่วมเข้าทำกระบวนการทดลองย่อมถูกบีบรัดด้วยปัญหาเชิงระยะที่ตั้งพื้นที่แลกความสะดวกในการเดินทาง แต่ทว่า ผลงานความตั้งใจในการพัฒนาคัดสรร ชุดหูฟังวิจัยระดับสากล ของค่ายแบรนด์ Emotiv ได้มอบความก้าวล้ำในการมาทลายสลัดอุปสรรคกำแพงข้อจำกัดด้านเครื่องมือและการเข้าถึงของระบบงานทดสอบ EEG แบบทั่วไปลงไปเสียกึ่งหนึ่ง แทนที่ทีมผู้ร่วมทางทดสองเหล่านี้จักต้องขับรถบ่ายหน้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาลส่วนพื่นที่ พวกเขาเหล่านี้กลับสามารถหยิบลองนำชุดสวมศีรษะอ่านกกระแสคลื่นสมองมาวางสวมที่ศีรษะของพวกเขา และดำเนินการเปิดใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อร่วมเป็นกลุ่มประชากรขับเคลื่อนให้แก่โครงการร่วมวิจัยศึกษาด้านสมองได้ทันที มันนับเป็นหนทางแห่งโลกบริบทความจริงที่เจ๋งมากในแง่ของมุมทัศนคติของตัวฉัน
คุณได้พยายามดึงขีดสุดของเทคโนโลยีชุดอ่านคลื่นประสาทสมองสมรรถนะล้ำยุคจาก Emotiv ตลอดจนเข้าขัดเกลาทำผลงานบันทึกจำบทเพลงพิเศษยอดนิยมมาบ้าง ความเห็นสักนิดเกี่ยวกับตัวนวัตกรรมที่ส่งคุณค่าและความหมายต่อกลุ่มอาชีพผู้สร้างสรรค์ศิลปะเช่นตัวคุณเอง?
ผลงานรุ่นหูฟังทดสอบคลื่นประสาท BCI ของแบรนด์ Emotiv ช่วยเปิดประตูทางลัดที่จะเข้ามาแต่งเสริมสร้างทิศการต่อจิ๊กซอว์งานคิดสร้างสรรค์ในแนวทาางแปลกใหม่ มีมิติมุมมองรายละเอียดอยู่อีกมากมายเหลือล้นที่เราพร้อมให้เหล่าแก่นศิลปินเข้าไปทดลองลองค้นหาข้อมูลเพื่อปรับปรุงแนวคิดของตัวบทเพลงและชิ้นงานศิลปกรรมแขนงด้านนี้ และฉันใคร่อยากหนุนส่งกำลังใจให้ศิลปินท่านอื่นๆ หันมาทดลองใช้ประโยชน์ทักษะเครื่องมือทางเลือกส่วนงานดนตรีนี้เพิ่มเติม ลองหยิบจับผลงานขึ้นมาสร้างความสนุกสนานขัดเกลาฝีมือกันได้เลยนะคะ!

มิวสิควิดีโอเพลงอย่างเป็นทางการตัวใหม่ของ Angie C – Worlds Away
“Star Seeds” งานพัฒนาอัลบั้มที่คุณรอคอยเปิดตัวเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีอะไรน่าลุ้นระทึกคอยเปิดชมฟังกันบ้าง?
ฉันมีความสนุกปลื้มปริ่มมากๆ สำหรับภาพผลงานอัลบัมตัวใหม่ของตัวฉันที่พึ่งจะเดินทางเหยียบกระแสหน้าตลาดดนตรีอย่างเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ที่เพิ่งล่วงผ่านมา ตัวรายละเอียด อัลบัม นี้ผ่านกระบวนการคัดสรรร่องเสียงโดยต้องการหวังพาท่านผู้ฟังดนตรีมุ่งพาดผ่านเดินทางย่างลอยไปในแต่ละช่วงความหมาย จากอารมณ์ดนดรีที่ครึ้มหมองสุขุม ไปจนหวนจังหวะสู่ช่วงความตื่นเต้นเสรีภาพของการปลดหน่วงกิเลสทางใจ ฉันมีทักษะสไตล์โปรดปรานเป็นการชอบใช้การเขียนคำล้อเลียนความนัยซ้อนแฝงลงไปในตอนเขียนกลอนเนื้อเพลงคำร้อง จึงส่งผลให้มีพวกข่าวสารรายละเอียดเนื้อหาข้อความแฝงแร่นัยยะเร้นกายอยู่ในส่วนเนื้อเพลงคำพูดทำนองเพลงจำนวนมาก ฉันนับว่าเป็นแฟนผลงานเดนตายของนักปราชญ์ปัญญาชนกระเดื่องนามเฉกเช่นท่าน Rumi โดยในบทประพันธ์ของพวกท่านเหล่านี้ แค่เพียงคุณได้อ่านผ่านช่วงถ้อยคำสั้นๆ ไปไม่นาน แต่ย่อมได้รับอิทธิพลเชิงธรรมะปรีชาญาณลุ่มลึกยกระดับแก่จิตวิญญาณได้พรั่งพรู หากท่านอนุญาตหงายผ่อนอารมณ์กายใจเพื่อลงลอยนึกระลึก ไตร่ตรองและเข้าเพียรภาวนาสมาธิ นั่นเป็นจุดหลักการที่ตัวฉันเฝ้าหมั่นตั้งพยายามเขียนถักทอเข้าไว้ในงานชิ้นอัลบั้มดนตรีนี้
ในส่วนของทำนองเสียง ฉันขอจัดงานในชิ้นงานอัลบั้มหมวดบทเพลงนี้ให้อยู่ในกลุ่มแนวเพลง อิเล็กโทรป๊อป (Electro-Pop) แต่พวกเราก็ได้หยิบคุณสมบัติเด่นของเสียงจังเปียโนที่จูนคุมเสียงจากพลังคลื่นสมองแฝงเสริมมาประยุกต์เพิ่มเติมด้วยอย่างสนุกทีเดียว มีเครื่องเปียโนกลไกเสียงของแบรนด์ John Broadwood Acoustic Grand Piano ปี 1900 ตั้งอยู่ตรงซีกเดียวกันกะชุดกล่องคุมเสียง TONTO ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินเปิดวิชากดอัดทำนองจากเปียโนตัวนั้น และพ่วงพาสายส่งสัญญาณมาผ่านตัวตัวรับคัดสัดฟิลเตอร์ของระบบเครื่อง TONTO เข้าขัดเกลาร่องจังหวะคุมด้วยกระแสเส้นสมองของพวกเรา ซึ่งผลกระบวนการทำงานเป็นการทดลองแนวพิจารณาวิเคราะห์ที่สนุกดุดันอย่างยิ่งและคืนของรางวัลส่งกลับออกมาเป็นท่วงทำนองเสียงเพลงที่มีเสน่ห์ลุ่มลึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และแน่นอนว่า เป็นอีกหนึ่งพล็อตประวัติการทำงานผลงานเพลงที่วิเศษยอดเยี่ยมที่สุด
คุณยังคงเน้นงานสร้างสรรค์ตามแนวดนตรีและสไตล์การทำเพลงดั้งเดิมของคุณอยู่หรือไม่ หรือว่ามีองค์ประกอบการทดลองและเรื่องน่าประหลาดใจใหม่ๆ สอดแทรกเอาไว้มากขึ้นในอัลบั้ม “Star Seeds” นี้?
รู้ไหมคะ ฉันรู้สึกว่าในที่สุดฉันก็ได้ "ค้นพบ" สไตล์เสียงทางศิลปะที่เป็นตัวตนของฉันจริงๆ จากการสร้างสรรค์อัลบั้ม "Star Seeds" นี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เขียนและบันทึกเสียงทั้งในรูปแบบดนตรีสไตล์นักร้อง-นักแต่งเพลง หรือไม่ก็ทำหน้าที่ร้องนำระดับท็อปไลน์ให้กับวงการเพลงแดนซ์อิเล็กทรอนิกส์ ฉันคิดว่าการสร้างสรรค์อัลบั้มนี้ช่วยให้ฉันได้หลอมรวมสไตล์ดนตรีทั้งสองแนวนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาสิ่งที่อยู่ตรงกลางซึ่งให้ความรู้สึกไพเราะน่าฟังอย่างแท้จริง และสำหรับสิ่งนี้ ฉันต้องขอขอบคุณ Trey Mills โปรดิวเซอร์ของฉันด้วยค่ะ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากในการช่วยให้บรรดาศิลปินค้นพบสไตล์เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา ซึ่งมันไม่เพียงขึ้นอยู่กับการเลือกสไตล์ดนตรีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอีกด้วย

อ่านต่อ