
BRAINS VS VIRUS - อัปเดตการวิจัย
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
13 ต.ค. 2563

BRAINS VS VIRUS - อัปเดตการวิจัย
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
13 ต.ค. 2563

BRAINS VS VIRUS - อัปเดตการวิจัย
Quoc Minh Lai
อัปเดตเมื่อ
13 ต.ค. 2563
กลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเกินกว่าที่จะไม่พึ่งพาวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด นี่คือเหตุผลที่เราเปิดตัว BRAINSvsVIRUS: การศึกษาวิจัยที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์โดยใช้แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลสมองระยะไกลแบบใหม่ล่าสุดของ Emotiv เพื่อทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ที่แบ่งปันโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างไร และมอบ Insight ที่ไม่ซ้ำใครเกี่ยวกับระดับความเครียดที่ผู้คนประสบเมื่ออยู่ที่บ้าน
ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างกำลัง ดิ้นรนเพื่อสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ให้กับผู้คน และโน้มน้าวให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็คือ จนกว่าจะค้นพบวัคซีน วิธีเดียวที่จะชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาได้คือการโน้มน้าวใจผู้คนให้ได้มากที่สุด ไม่เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องยึดมั่นในนิสัยใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ สิ่งเหล่านี้รวมถึงการล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยเว้นระยะห่างทางกายภาพ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดปากและจมูก ปิดปากขณะไอและจาม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวต่าง ๆ บ่อย ๆ และเฝ้าตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
ในบทความล่าสุด Alfred Sommer อดีตคณบดีของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health ได้รับการอ้างคำพูดว่า “เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้น้อยที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการสาธารณสุขคือการให้ความรู้แก่สาธารณชน <…> ตอนนี้นี่คือการพยายามไล่ตามให้ทันในช่วงที่มีโรคระบาด“ การสื่อสารคำแนะนำด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้แก่สาธารณชนในช่วงเวลาวิกฤตินั้น ไม่ใช่งานง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยืดเยื้อมาเป็นเวลานานโดยไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนในอนาคต แม้แต่ผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID มักจะประสบกับสภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากการป้องกัน (prevention fatigue)”: ความรู้สึกที่ว่าข้อความและมาตรการป้องกันนั้นน่าเบื่อหน่าย ส่งผลให้ผู้คนให้ความสนใจกับการสื่อสารด้านสาธารณสุขน้อยลงเรื่อย ๆ



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
ปัญหาเฉพาะข้อหนึ่งที่ขัดขวางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับ COVID-19 คือ การขาดวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด ในการออกแบบการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ และการทดสอบผลกระทบก่อนที่จะเปิดใช้งานจริง แต่น่าเสียดายที่ว่าข้อความเหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบหรือไม่ ซึ่งมักจะไม่ใช่กรณีที่เป็นอยู่เสมอไป
วิธีที่ใช้กันทั่วไปในทดสอบประสิทธิภาพของการสื่อสารด้านสาธารณสุขคือการใช้วิธีที่อาศัยแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง แบบสำรวจ และการเก็บข้อมูลจากกลุ่มสนทนา วิธีการเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีว่ายังมีข้อบกพร่อง อย่างดีที่สุด วิธีการเหล่านี้ให้ได้แค่ภาพคร่าว ๆ ว่าผู้คนคิดว่าพวกเขากำลังจะทำอะไร หรือคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร แต่นั่นยังไม่เพียงพอเนื่องจากมักจะมี ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราประเมินเมื่อตอบแบบสำรวจกับสิ่งที่เราปฏิบัติจริง ระหว่างความตั้งใจกับการกระทำของเรา
วิธีหนึ่งในการจัดการกับช่องว่างนี้และช่วยปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้นคือ การนำเอาข้อมูลเชิงลึกทางประสาทวิทยามาใช้ร่วมกับแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง จากการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทางประสาทวิทยาเป็นตัวทำนายที่ดีกว่าว่าข้อความเพื่อการป้องกันสุขภาพข้อความใดจะมีผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุด เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้รณรงค์ให้ นำข้อมูลสมองมาใช้ในกลยุทธ์ด้านสาธารณสุข ข้อมูลสมองจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อความด้านสาธารณสุขอย่างไร และการส่งข้อความซ้ำ ๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการป้องกันได้อย่างไร
*



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
แต่แตกต่างจากภาคเอกชนที่นำประสาทวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารและมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคและพนักงานมานานกว่าสองทศวรรษ หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติส่วนใหญ่ยังขาดแคลนทีมงานฝ่ายพฤติกรรมศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์ รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางระบบประสาทที่สามารถตรวจวัดปฏิกิริยาทางสมองของผู้คนจากระยะไกลในบ้านของตนเอง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับของความเครียดสภาวะที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้
ตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษ ผู้คนหลายหมื่นคนในกว่า 120 ประเทศได้ใช้ โซลูชันของ Emotiv ในการทำวิจัย ผู้คนเหล่านี้คือนักวิชาการ พลเมืองนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในอุตสาหกรรม นักออกแบบ และผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมด้วยบุคลากรในสาขาอาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยความร่วมมือของกลุ่มผู้เป็นเจ้าของและผู้ใช้ Emotiv brainwear ทั่วโลก มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์แล้วจำนวนหลายพันฉบับ (การ ค้นหาผ่าน Google Scholar สำหรับคำว่า “Emotiv AND EEG” ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2563) ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เชิญชวนชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลกของเราให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ BRAINSvsVIRUS ด้วยอัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา เราได้สังเกตลักษณะที่โปสเตอร์ วิดีโอ และข้อความด้านสาธารณสุขจำนวนมากที่มาจากทั่วโลกส่งผลกระทบต่อสมองของผู้คนจากในบ้านของพวกเขาอย่างไร
การตรวจวัดการทำงานของสมองที่เราประเมิน ได้แก่ ระดับความเครียดทางปัญญา (Cognitive Stress) สมาธิ (Attention) ความพึงพอใจ (Valence) และความผ่อนคลาย (Relaxation) โดยในสัปดาห์หน้า เราจะเริ่มแบ่งปันผลลัพธ์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการทดลองของเรา



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
สมองของเรามีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูล การส่งอิทธิพลต่อกัน การตัดสินใจ การเปิดรับพฤติกรรมใหม่ ๆ และการปฏิบัติตามพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานด้านสาธารณสุขไม่อาจเพิกเฉยต่อประโยชน์ในการนำข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากข้อมูลสมองมาประยุกต์ใช้ในการดีไซน์ การเผยแพร่ และการประเมินการสื่อสารด้านสุขภาพอีกต่อไป
หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางประสาท (neurotech) ที่ล้ำสมัยที่สุด และประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ที่เข้มงวดที่สุดที่มีอยู่ เพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารและการจัดการความเครียดที่เกี่ยวข้องกับ COVID ในองค์กรภาครัฐและเอกชน
เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) จึงมีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อ้างอิง:
Sara Brown. A checklist for effective COVID-19 public health messaging. MIT Sloan School of Management. 8 พฤษภาคม 2020.
Center for Disease Control. How to Protect Yourself & Others. 11 กันยายน 2020.
Emily Falk, Elliot Berkman, Danielle Whalen, Matthew D Lieberman. Neural Activity During Health Messaging Predicts Reductions in Smoking Above and Beyond Self-Report. Health Psychology, 1 มีนาคม 2011. Volume 30(2). หน้า 177-185.
Martin A. Imhof, Ralf Schmälzle, Britta Renner, Harald T. Schupp. How real-life health messages engage our brains: Shared processing of effective anti-alcohol videos. Social Cognitive Affective Neuroscience. กรกฎาคม 2017, Volume 12(7), หน้า 1188-1196.
Olivier Oullier. We can combat the virus by equipping governments with an arsenal of neurotech. The National, 17 มีนาคม 2020.
Olivier Oullier & Sarah Sauneron. Improving public health prevention with behavioural, cognitive and neuroscience. Prime Minister of France: Center for Strategic Analyses. 16 มีนาคม 2010
Meeta Shah. The Failure of Public Health Messaging about COVID-19. Scientific American, 3 กันยายน 2020.
Milan Sharma. Health minister calls out ‘prevention fatigue’, urges for Covid-19 precautions during festivals. India Today. 4 ตุลาคม 2020.
Frances Stead Sellers. On social media, influencers put the coronavirus in the spotlight. The Washington Post, 6 มิถุนายน 2020.
กลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเกินกว่าที่จะไม่พึ่งพาวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด นี่คือเหตุผลที่เราเปิดตัว BRAINSvsVIRUS: การศึกษาวิจัยที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์โดยใช้แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลสมองระยะไกลแบบใหม่ล่าสุดของ Emotiv เพื่อทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ที่แบ่งปันโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างไร และมอบ Insight ที่ไม่ซ้ำใครเกี่ยวกับระดับความเครียดที่ผู้คนประสบเมื่ออยู่ที่บ้าน
ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างกำลัง ดิ้นรนเพื่อสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ให้กับผู้คน และโน้มน้าวให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็คือ จนกว่าจะค้นพบวัคซีน วิธีเดียวที่จะชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาได้คือการโน้มน้าวใจผู้คนให้ได้มากที่สุด ไม่เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องยึดมั่นในนิสัยใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ สิ่งเหล่านี้รวมถึงการล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยเว้นระยะห่างทางกายภาพ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดปากและจมูก ปิดปากขณะไอและจาม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวต่าง ๆ บ่อย ๆ และเฝ้าตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
ในบทความล่าสุด Alfred Sommer อดีตคณบดีของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health ได้รับการอ้างคำพูดว่า “เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้น้อยที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการสาธารณสุขคือการให้ความรู้แก่สาธารณชน <…> ตอนนี้นี่คือการพยายามไล่ตามให้ทันในช่วงที่มีโรคระบาด“ การสื่อสารคำแนะนำด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้แก่สาธารณชนในช่วงเวลาวิกฤตินั้น ไม่ใช่งานง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยืดเยื้อมาเป็นเวลานานโดยไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนในอนาคต แม้แต่ผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID มักจะประสบกับสภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากการป้องกัน (prevention fatigue)”: ความรู้สึกที่ว่าข้อความและมาตรการป้องกันนั้นน่าเบื่อหน่าย ส่งผลให้ผู้คนให้ความสนใจกับการสื่อสารด้านสาธารณสุขน้อยลงเรื่อย ๆ



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
ปัญหาเฉพาะข้อหนึ่งที่ขัดขวางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับ COVID-19 คือ การขาดวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด ในการออกแบบการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ และการทดสอบผลกระทบก่อนที่จะเปิดใช้งานจริง แต่น่าเสียดายที่ว่าข้อความเหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบหรือไม่ ซึ่งมักจะไม่ใช่กรณีที่เป็นอยู่เสมอไป
วิธีที่ใช้กันทั่วไปในทดสอบประสิทธิภาพของการสื่อสารด้านสาธารณสุขคือการใช้วิธีที่อาศัยแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง แบบสำรวจ และการเก็บข้อมูลจากกลุ่มสนทนา วิธีการเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีว่ายังมีข้อบกพร่อง อย่างดีที่สุด วิธีการเหล่านี้ให้ได้แค่ภาพคร่าว ๆ ว่าผู้คนคิดว่าพวกเขากำลังจะทำอะไร หรือคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร แต่นั่นยังไม่เพียงพอเนื่องจากมักจะมี ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราประเมินเมื่อตอบแบบสำรวจกับสิ่งที่เราปฏิบัติจริง ระหว่างความตั้งใจกับการกระทำของเรา
วิธีหนึ่งในการจัดการกับช่องว่างนี้และช่วยปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้นคือ การนำเอาข้อมูลเชิงลึกทางประสาทวิทยามาใช้ร่วมกับแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง จากการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทางประสาทวิทยาเป็นตัวทำนายที่ดีกว่าว่าข้อความเพื่อการป้องกันสุขภาพข้อความใดจะมีผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุด เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้รณรงค์ให้ นำข้อมูลสมองมาใช้ในกลยุทธ์ด้านสาธารณสุข ข้อมูลสมองจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อความด้านสาธารณสุขอย่างไร และการส่งข้อความซ้ำ ๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการป้องกันได้อย่างไร
*



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
แต่แตกต่างจากภาคเอกชนที่นำประสาทวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารและมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคและพนักงานมานานกว่าสองทศวรรษ หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติส่วนใหญ่ยังขาดแคลนทีมงานฝ่ายพฤติกรรมศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์ รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางระบบประสาทที่สามารถตรวจวัดปฏิกิริยาทางสมองของผู้คนจากระยะไกลในบ้านของตนเอง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับของความเครียดสภาวะที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้
ตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษ ผู้คนหลายหมื่นคนในกว่า 120 ประเทศได้ใช้ โซลูชันของ Emotiv ในการทำวิจัย ผู้คนเหล่านี้คือนักวิชาการ พลเมืองนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในอุตสาหกรรม นักออกแบบ และผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมด้วยบุคลากรในสาขาอาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยความร่วมมือของกลุ่มผู้เป็นเจ้าของและผู้ใช้ Emotiv brainwear ทั่วโลก มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์แล้วจำนวนหลายพันฉบับ (การ ค้นหาผ่าน Google Scholar สำหรับคำว่า “Emotiv AND EEG” ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2563) ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เชิญชวนชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลกของเราให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ BRAINSvsVIRUS ด้วยอัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา เราได้สังเกตลักษณะที่โปสเตอร์ วิดีโอ และข้อความด้านสาธารณสุขจำนวนมากที่มาจากทั่วโลกส่งผลกระทบต่อสมองของผู้คนจากในบ้านของพวกเขาอย่างไร
การตรวจวัดการทำงานของสมองที่เราประเมิน ได้แก่ ระดับความเครียดทางปัญญา (Cognitive Stress) สมาธิ (Attention) ความพึงพอใจ (Valence) และความผ่อนคลาย (Relaxation) โดยในสัปดาห์หน้า เราจะเริ่มแบ่งปันผลลัพธ์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการทดลองของเรา



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
สมองของเรามีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูล การส่งอิทธิพลต่อกัน การตัดสินใจ การเปิดรับพฤติกรรมใหม่ ๆ และการปฏิบัติตามพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานด้านสาธารณสุขไม่อาจเพิกเฉยต่อประโยชน์ในการนำข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากข้อมูลสมองมาประยุกต์ใช้ในการดีไซน์ การเผยแพร่ และการประเมินการสื่อสารด้านสุขภาพอีกต่อไป
หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางประสาท (neurotech) ที่ล้ำสมัยที่สุด และประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ที่เข้มงวดที่สุดที่มีอยู่ เพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารและการจัดการความเครียดที่เกี่ยวข้องกับ COVID ในองค์กรภาครัฐและเอกชน
เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) จึงมีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อ้างอิง:
Sara Brown. A checklist for effective COVID-19 public health messaging. MIT Sloan School of Management. 8 พฤษภาคม 2020.
Center for Disease Control. How to Protect Yourself & Others. 11 กันยายน 2020.
Emily Falk, Elliot Berkman, Danielle Whalen, Matthew D Lieberman. Neural Activity During Health Messaging Predicts Reductions in Smoking Above and Beyond Self-Report. Health Psychology, 1 มีนาคม 2011. Volume 30(2). หน้า 177-185.
Martin A. Imhof, Ralf Schmälzle, Britta Renner, Harald T. Schupp. How real-life health messages engage our brains: Shared processing of effective anti-alcohol videos. Social Cognitive Affective Neuroscience. กรกฎาคม 2017, Volume 12(7), หน้า 1188-1196.
Olivier Oullier. We can combat the virus by equipping governments with an arsenal of neurotech. The National, 17 มีนาคม 2020.
Olivier Oullier & Sarah Sauneron. Improving public health prevention with behavioural, cognitive and neuroscience. Prime Minister of France: Center for Strategic Analyses. 16 มีนาคม 2010
Meeta Shah. The Failure of Public Health Messaging about COVID-19. Scientific American, 3 กันยายน 2020.
Milan Sharma. Health minister calls out ‘prevention fatigue’, urges for Covid-19 precautions during festivals. India Today. 4 ตุลาคม 2020.
Frances Stead Sellers. On social media, influencers put the coronavirus in the spotlight. The Washington Post, 6 มิถุนายน 2020.
กลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเกินกว่าที่จะไม่พึ่งพาวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด นี่คือเหตุผลที่เราเปิดตัว BRAINSvsVIRUS: การศึกษาวิจัยที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์โดยใช้แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลสมองระยะไกลแบบใหม่ล่าสุดของ Emotiv เพื่อทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ที่แบ่งปันโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างไร และมอบ Insight ที่ไม่ซ้ำใครเกี่ยวกับระดับความเครียดที่ผู้คนประสบเมื่ออยู่ที่บ้าน
ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลกต่างกำลัง ดิ้นรนเพื่อสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ COVID ให้กับผู้คน และโน้มน้าวให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนา ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็คือ จนกว่าจะค้นพบวัคซีน วิธีเดียวที่จะชะลอการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาได้คือการโน้มน้าวใจผู้คนให้ได้มากที่สุด ไม่เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังต้องยึดมั่นในนิสัยใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ สิ่งเหล่านี้รวมถึงการล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยเว้นระยะห่างทางกายภาพ สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดปากและจมูก ปิดปากขณะไอและจาม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวต่าง ๆ บ่อย ๆ และเฝ้าตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
ในบทความล่าสุด Alfred Sommer อดีตคณบดีของ Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health ได้รับการอ้างคำพูดว่า “เครื่องมือที่ถูกนำมาใช้น้อยที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการสาธารณสุขคือการให้ความรู้แก่สาธารณชน <…> ตอนนี้นี่คือการพยายามไล่ตามให้ทันในช่วงที่มีโรคระบาด“ การสื่อสารคำแนะนำด้านสาธารณสุขและการให้ความรู้แก่สาธารณชนในช่วงเวลาวิกฤตินั้น ไม่ใช่งานง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและยืดเยื้อมาเป็นเวลานานโดยไม่มีจุดสิ้นสุดที่ชัดเจนในอนาคต แม้แต่ผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับ COVID มักจะประสบกับสภาวะ “ความเหนื่อยล้าจากการป้องกัน (prevention fatigue)”: ความรู้สึกที่ว่าข้อความและมาตรการป้องกันนั้นน่าเบื่อหน่าย ส่งผลให้ผู้คนให้ความสนใจกับการสื่อสารด้านสาธารณสุขน้อยลงเรื่อย ๆ



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
ปัญหาเฉพาะข้อหนึ่งที่ขัดขวางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเกี่ยวกับ COVID-19 คือ การขาดวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด ในการออกแบบการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ และการทดสอบผลกระทบก่อนที่จะเปิดใช้งานจริง แต่น่าเสียดายที่ว่าข้อความเหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบหรือไม่ ซึ่งมักจะไม่ใช่กรณีที่เป็นอยู่เสมอไป
วิธีที่ใช้กันทั่วไปในทดสอบประสิทธิภาพของการสื่อสารด้านสาธารณสุขคือการใช้วิธีที่อาศัยแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง แบบสำรวจ และการเก็บข้อมูลจากกลุ่มสนทนา วิธีการเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีว่ายังมีข้อบกพร่อง อย่างดีที่สุด วิธีการเหล่านี้ให้ได้แค่ภาพคร่าว ๆ ว่าผู้คนคิดว่าพวกเขากำลังจะทำอะไร หรือคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร แต่นั่นยังไม่เพียงพอเนื่องจากมักจะมี ช่องว่างระหว่างสิ่งที่เราประเมินเมื่อตอบแบบสำรวจกับสิ่งที่เราปฏิบัติจริง ระหว่างความตั้งใจกับการกระทำของเรา
วิธีหนึ่งในการจัดการกับช่องว่างนี้และช่วยปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ดียิ่งขึ้นคือ การนำเอาข้อมูลเชิงลึกทางประสาทวิทยามาใช้ร่วมกับแบบสอบถามจากการประเมินตนเอง จากการศึกษาต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทางประสาทวิทยาเป็นตัวทำนายที่ดีกว่าว่าข้อความเพื่อการป้องกันสุขภาพข้อความใดจะมีผลกระทบต่อผู้คนมากที่สุด เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้รณรงค์ให้ นำข้อมูลสมองมาใช้ในกลยุทธ์ด้านสาธารณสุข ข้อมูลสมองจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการทำความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าผู้คนประมวลผลข้อความด้านสาธารณสุขอย่างไร และการส่งข้อความซ้ำ ๆ นำไปสู่ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการป้องกันได้อย่างไร
*



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
แต่แตกต่างจากภาคเอกชนที่นำประสาทวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารและมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคและพนักงานมานานกว่าสองทศวรรษ หน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติส่วนใหญ่ยังขาดแคลนทีมงานฝ่ายพฤติกรรมศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์ รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางระบบประสาทที่สามารถตรวจวัดปฏิกิริยาทางสมองของผู้คนจากระยะไกลในบ้านของตนเอง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับของความเครียดสภาวะที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้
ตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษ ผู้คนหลายหมื่นคนในกว่า 120 ประเทศได้ใช้ โซลูชันของ Emotiv ในการทำวิจัย ผู้คนเหล่านี้คือนักวิชาการ พลเมืองนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในอุตสาหกรรม นักออกแบบ และผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) พร้อมด้วยบุคลากรในสาขาอาชีพอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยความร่วมมือของกลุ่มผู้เป็นเจ้าของและผู้ใช้ Emotiv brainwear ทั่วโลก มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์แล้วจำนวนหลายพันฉบับ (การ ค้นหาผ่าน Google Scholar สำหรับคำว่า “Emotiv AND EEG” ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2563) ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เชิญชวนชุมชนผู้ใช้งานทั่วโลกของเราให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ BRAINSvsVIRUS ด้วยอัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิงที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา เราได้สังเกตลักษณะที่โปสเตอร์ วิดีโอ และข้อความด้านสาธารณสุขจำนวนมากที่มาจากทั่วโลกส่งผลกระทบต่อสมองของผู้คนจากในบ้านของพวกเขาอย่างไร
การตรวจวัดการทำงานของสมองที่เราประเมิน ได้แก่ ระดับความเครียดทางปัญญา (Cognitive Stress) สมาธิ (Attention) ความพึงพอใจ (Valence) และความผ่อนคลาย (Relaxation) โดยในสัปดาห์หน้า เราจะเริ่มแบ่งปันผลลัพธ์ส่วนหนึ่งที่ได้จากการทดลองของเรา



(คลิกที่นี่เพื่อดูอินโฟกราฟิกฉบับเต็ม)
สมองของเรามีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูล การส่งอิทธิพลต่อกัน การตัดสินใจ การเปิดรับพฤติกรรมใหม่ ๆ และการปฏิบัติตามพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานด้านสาธารณสุขไม่อาจเพิกเฉยต่อประโยชน์ในการนำข้อมูลอันเป็นประโยชน์จากข้อมูลสมองมาประยุกต์ใช้ในการดีไซน์ การเผยแพร่ และการประเมินการสื่อสารด้านสุขภาพอีกต่อไป
หน่วยงานด้านสาธารณสุขต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางประสาท (neurotech) ที่ล้ำสมัยที่สุด และประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ที่เข้มงวดที่สุดที่มีอยู่ เพื่อช่วยกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารและการจัดการความเครียดที่เกี่ยวข้องกับ COVID ในองค์กรภาครัฐและเอกชน
เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) จึงมีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อ้างอิง:
Sara Brown. A checklist for effective COVID-19 public health messaging. MIT Sloan School of Management. 8 พฤษภาคม 2020.
Center for Disease Control. How to Protect Yourself & Others. 11 กันยายน 2020.
Emily Falk, Elliot Berkman, Danielle Whalen, Matthew D Lieberman. Neural Activity During Health Messaging Predicts Reductions in Smoking Above and Beyond Self-Report. Health Psychology, 1 มีนาคม 2011. Volume 30(2). หน้า 177-185.
Martin A. Imhof, Ralf Schmälzle, Britta Renner, Harald T. Schupp. How real-life health messages engage our brains: Shared processing of effective anti-alcohol videos. Social Cognitive Affective Neuroscience. กรกฎาคม 2017, Volume 12(7), หน้า 1188-1196.
Olivier Oullier. We can combat the virus by equipping governments with an arsenal of neurotech. The National, 17 มีนาคม 2020.
Olivier Oullier & Sarah Sauneron. Improving public health prevention with behavioural, cognitive and neuroscience. Prime Minister of France: Center for Strategic Analyses. 16 มีนาคม 2010
Meeta Shah. The Failure of Public Health Messaging about COVID-19. Scientific American, 3 กันยายน 2020.
Milan Sharma. Health minister calls out ‘prevention fatigue’, urges for Covid-19 precautions during festivals. India Today. 4 ตุลาคม 2020.
Frances Stead Sellers. On social media, influencers put the coronavirus in the spotlight. The Washington Post, 6 มิถุนายน 2020.

อ่านต่อ